
ถ้าถามว่า Apple ควรจะกลัวใครมากที่สุด คำตอบจริงๆ แล้วไม่น่าจะใช้ Google หรือ Microsoft แต่อย่างใด แม้ว่า Google จะเริ่มรุกคืบเข้ามาในตลาดทีวี และเพลง แต่เราก็ทราบกันดีว่าไม่ใกล้คำว่าประสบความสำเร็จเลย ส่วน Microsoft นั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ขณะเดียวกับคู่แข่งอ้อมๆ อย่าง Amazon ที่มีขายทุกอย่าง รวมไปถึงบริการสตรีมเกมส์ เพลง หนัง หนังสือ อย่าง Kindle และอื่นๆ นี่ล่ะศัตรูที่แท้จริงของ Apple และถ้ารุกตลาดสมาร์ทโฟน Apple ควรจะกลัวการมาของ Amazon ที่สุด


สำหรับสมาร์ทโฟนของ Amazon นั้นจะใช้ชื่อว่า Amazon fire Phone ปุ่มที่เห็นบนตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียม หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว (ความละเอียด HD) ความสว่างสุงสุด 590 nits สว่างขนาดใส่แว่นกันแดดก็ยังมองหน้าจอชัดได้เลยล่ะ ส่วนหน่วยประมวลผลไม่ได้บอกรายละเอียด บอกแค่ Quad Core 2.2GHz, Areno 330, RAM 2GB (น่าจะเป็น Snapdragon 800 นั่นเอง)



กล้องหลัง 13 Megapixel พร้อมรูรับแสง f/2.0 และ OIS กันภาพสั่นไหว มีปุ่มสำหรับลั่นชัตเตอร์โดยตรง และที่สำคัญคือได้พื้นที่เก็บภาพบน Amazon Cloud Drive ไม่อั้น อยากจะใช้เท่าไหร่ ใช้ไปเลย

บนตัวเครื่องมีลำโพงคู่พร้อมมาตรฐานของ Dolby Digital Plus Surround และแถมหูฟังแบบที่สายไม่มีวันพันกันด้วย

รองรับฟีเจอร์บน Kindle และ Kindle Fire TV อย่าง Second Screen (ส่งภาพไปยัง Amazon Kindle Fire TV), X-Ray for TV ที่จะบอกรายละเอียดของหนังที่กำลังดู หรือ ASAP ที่ทำการเก็บแคชเองโดยอัตโนมัติ

และแน่นอน บริการสตรีมมิ่งเพลง และอ่านหนังสืออย่าง Whispersync ต่างๆ ก็ตามมากันครับ สังเกตได้ว่าสมาร์ทโฟนของ Amazon นี้จะผลักดันให้เกิดการใช้งานบริการของ Amazon ทุกตัว (เช่นเดียวกับ iPhone ที่ผลักให้เกิดการใช้งาน iTunes (เพลง หนัง ทีวี หนังสือ), App Store (แอพ) นั่นเอง)
นอกจากนี้ยังมีบริการ Mayday หรือบริการติดต่อลูกค้าสัมพันธ์นั่นเอง โดยงานนี้บอกให้ว่าฟรี เพราะเป็น Live Chat นั่นเอง จะติดต่อสอบถามตั้งแต่การใช้งาน ไปจนถึงบริการต่างๆ ของ Amazon ทำได้เต็มที่ 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน ตลอด 365 วันในแต่ละปี ความเร็วในการให้บริการคือไม่เกิน 15 วินาที เมื่อเทียบกับการโทรเข้าไปแล้วต้องรอนานกว่า 10 นาทีกว่าจะได้คุยกับพนักงาน ถือว่ากินขาด

บริการใหม่ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน Firefly บริการที่ถ่ายรูปวัตถุ หรือสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ DVD, หนังสือ, เกมส์, ขนม เมื่อสแกนแล้ว Firefly จะหาคำตอบว่ามันคืออะไร และแน่นอน เมื่อพบแล้วเราจะสามารถสั่งซื้อจาก Amazon ได้ทันที

นอกจากใช้กล้องสแกนหาภาพวัตถุแล้ว ยังสามารถใช้ไมโครโฟนเพื่อฟังเสียง และบอกว่าเพลงที่กำลังได้ยินนั้นคือเพลงอะไร (แน่นอน เสนอขายเพลงจาก Amazon ได้ด้วยเช่นกัน) นอกจากนี้ยังใช้ถ่ายทีวีซีรีสที่เล่นอยู่ เพื่อหาคำตอบว่าคือหนังเรื่องอะไร หรือตอนอะไรที่เล่นอยู่ได้ด้วย


นอกจากนี้กล้องด้านหน้าที่มีอยู่มากกว่า 1 ตัว ใช้ทำหน้าจอ 3D Perspective ที่จะย้ายมุมมองตามเราเหมือนกับ Parallax บน iOS นั่นเอง แต่แตกต่างกันที่ไม่ได้ใช้ Gyroscope แต่เป็นกล้องโดยเฉพาะแยกออกมา ไม่ต้องกลัวเรื่องใช้งานในที่มืด เพราะจะเป็นอินฟราเรดยิงมาเพื่อหาตำแหน่งใบหน้าเรา และมีด้วยกัน 4 ตัว

สำหรับ Amazon Fire Phone นี้จะเป็น Exclusive สำหรับ at&t ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ราคารุ่น 32GB วางจำหน่ายแบบติดสัญญาอยู่ที่ $199 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าบริการรายเดือน $27) เริ่มส่งมอบให้ลูกค้า 25 กรกฏาคมนี้ เริ่มจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะแถมบริการ Amazon Prime ให้ 12 เดือนด้วยกัน (มูลค่าอยู่ที่ $99)
สำหรับงานนี้บอกเลย คนที่ต้องหนาวไม่ใช่ Android หรือ Windows Phone แต่เป็น Apple นั่นเอง เพราะมีบริการชนกันหมด ตั้งแต่หนังสือ หนัง เพลง แถมทาง Amazon ยังฮาร์ดเซลในการขายของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ firefly สแกนดูว่าของชิ้นนั้นคืออะไร มีขายบน Amazon หรือไม่ หรือแยกเพลงที่ฟังเพื่อบอกว่าเป็นเพลงอะไร และมีขายบน Amazon หรือไม่ ยังดี Amazon Fire Phone นั้นวางจำหน่ายแต่ในสหรัฐ ถ้าวางขายทั่วโลก และทำได้อย่างที่อวดอ้างจริงๆ บอกเลยว่า Apple สั่นสะเทือนแน่นอน
ฟ