ในที่สุดก็เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการซักทีกับแบรนด์มาแรงของจีนอย่าง Xiaomi ที่มารอบนี้มาพร้อมพันธมิตรรายใหม่อย่าง วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) โดยส่งเข้ามา 2 รุ่นได้แก่ Xiaomi Mi6 กับรุ่นที่เรากำลังจะเอามารีวิวกันในครั้งนี้ Xiaomi Redmi Note 4
สเปค Xiaomi Redmi Note 4
- หน้าจอ 5.5 นิ้วความละเอียด FullHD (1920×1080 พิกเซล)
- ชิป Snapdragon 625 ประมวลผล Octa-core 2.0 GHz Cortex-A53 ใช้ GPU Adreno 506
- มีทั้งสเปค RAM (LPDDR3) ขนาด 3GB ความจุตัวเครื่อง 32GB และ รุ่น RAM (LPDDR3) ขนาด 4GB ใช้ความจุตัวเครื่อง 64GB (eMMC 5.0 Flash)
- รองรับการทำงานสองซิมเชื่อมต่อสัญญาน 4G แบบไฮบริดจ์ ใส่หน่วยความจำเสริมด้วย MicroSD card สูงสุดที่ 128GB
- กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ที่ขจัดสิ่งรบกวนด้วยเซ็นเซอร์แบบ BSI และมีโฟกัส PDAF
- กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล มีโหมด Smart Pro Beautify
- มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง ใช้พอร์ต Micro USB 2.0
- รองรับการเชื่อมต่อ LTE และเทคโนโลยี VoLTE
- สนับสนุนเครือข่าย
- เทคโนโลยีการรับ/ส่งข้อมูล
- 2G: EDGE/GPRS
- 3G: HSDPA , HSUPA
- 4G: LTE DL , LTE UL
- สนับสนุนสัญญาน Wi-Fi 802.11 a/b/g/n ,Infrared (IrDA) และ Bluetooth 4.2
- แบตเตอรี่ถอดไม่ได้ 4,100mAh
- รันกับ Android 7.0 Nougat คลุมด้วย MIUI 8
- มีให้เลือก สีดำ /เทาเข้ม/ทอง
- ราคา 6,790 บาท
แพ็คเกจของ Xiaomi Redmi Note 4 มาแบบขาวๆ คลีนๆ มีเลข “4” สีขาวอยู่ด้านหน้า ซึ่งเครื่องที่ได้มาเป็นโมเดล Global Version สำหรับวางขายทั่วโลก เปิดมาข้างในนอกจากตัวเครื่อง Redmi Note 4 แล้วก็มี
- สาย USB 2.0
- อะแดปเตอร์ที่รองรับ QC 2.0/3.0
- เข็มจิ้มถาดรองซิม (SIM tool)
- ใบคู่มือการใช้งาน
งานออกแบบของ Redmi Note 4 ยังคงเป็นแบบฉบับของแบรนด์ ตัวงานดีไซน์เป็นแบบ Unibody ใช้วัสดุที่เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงเกลาขอบให้โค้งมนรับกับอุ้งมือ พื้นที่ด้านหน้าของเครื่องคลุมด้วยกระจกขอบโค้ง 2.5D โดยที่รุ่นนี้มีสัดส่วน 151 x 76 x 8.5 มม. หนัก 165 กรัม
ด้านหน้าเครื่องตั้งแต่ขอบบนลงมามีลำโพงสนทนาพร้อมกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถัดลงมาเป็นจอแสดงผล IPS-LCD 24-bit ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล กินสัดส่วนพื้นที่ด้านหน้าของเครื่องไป 72.7% ขณะที่ปุ่มกดใต้หน้าจอเป็นแบบ Capacitive ประกอบด้วย Menu ,Home และ Back (Recent Apps) ซึ่งจะมีไฟติดขึ้นมาเมื่อมีการใช้งาน
ด้านหลังจะมีลายเส้นเสาสัญญาณพาดบน-ล่าง ตรงกลางเครื่องเป็นกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ติดแฟลช Dual-LED (Dual tone) อยู่ด้านล่าง ถัดลงมาเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทรงกลม บริเวณด้านล่างเป็นโลโก้ “MI”
ผลิกดูรอบๆเครื่องไล่จากด้านบนจะเป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. จุดเซ็นเซอร์ IR Blaster สำหรับใช้มือถือแทนรีโมทในการสั่งงานอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ผ่านแอปฯ “Mi Remote” ที่ติดมาในเครื่องครับ
ด้านซ้ายของเครื่องเป็นช่องเก็บถาดใส่ซิม สำหรับ Redmi Note 4 ใช้เป็นไฮบริดจ์สล็อต โดยที่ช่องหนึ่งจะใส่ได้เฉพาะ NanoSIM ขณะที่อีกช่องก็เลือกได้ว่าจะเพิ่ม SIM เข้าไปหรือจะใส่ MicroSD Card เสริมความจุได้สูงสุด 128GB
สำหรับฝั่งขวาจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง กับปุ่ม Power ส่วนด้านล่างจะเป็นจุดเชื่อมต่อพอร์ต Micro USB ซึ่งเป็นพอร์ตแบบมาตรฐานที่ยังคงหาสายมาเสียบได้ง่ายๆ แม้ว่าหลายๆรุ่นจะย้ายไปใช้ USB-C กันแล้ว ขณะที่ตัวช่องลำโพงแบบ Mono จะอยู่ด้านขวา มีตัวไมโครโฟนที่มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน (Active noise cancellation) อยู่ด้านซ้าย
ด้านการใช้งานเครื่องที่ได้มาเป็นรุ่นท็อป RAM 4GB กับความจุตัวเครื่อง 64GB ครับ ภายใน Xiaomi Redmi Note 4 ทุกรุ่นจะใช้ชิปเซตระดับกลาง Octa-Core Qualcomm Snapdragon 625 ความเร็ว 2.0 GHz ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมแบบ 14 นาโนเมตร FinFET ตัวประมวลผลกราฟฟิกเป็น Adreno 506
หลังจากที่เอามาเปิดเล่นเกมอย่าง Asphalt 8 หรือ Final Fantasy: Awakening โดยเปิดการตั้งค่ากราฟฟิกแบบสูงสุดก็ไม่พบว่าจะมีอาการสะดุดแต่อย่างใดครับ ในส่วนการทดสอบ Benchmark ของ AnTuTu อยู่ที่ราว 63,591 คะแนน ขณะที่ตัวแบตเตอรี่ของรุ่นนี้ก็จัดเต็ม 4,100mAh มีเทคโนโลยี Quick Charge ใช้งานแบบปกติอย่างการเล่นโซเชียล ,ดูวีดีโอ ,ฟังเพลง หรือเล่นเกม ในหนึ่งวันสบายๆ ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดขายของรุ่นนี้ก็ว่าได้
ด้านการแสดงผลผ่านหน้าจอ IPS LCD ไซส์ 5.5 นิ้ว ก็ถือว่าคมชัดจัดเต็มตามความละเอียดสูงสุดที่ทำได้ ไม่ติดอมเหลือง โดยที่มีค่า PPI (Pixel Per Inch) อยู่ที่ 401PPI ใครที่ชอบดูวีดีโอทั้งบน YouTube หรือบนแพลตฟอร์ม Streaming ต่างๆจะไม่ผิดหวังกับ Redmi Note 4 แน่นอน
ระบบปฏิบัติการณ์ที่ติดมากับ Redmi Note 4 เป็น Android 7.0 Nougat คลุมด้วย MIUI 8 ที่เป็นของแบรนด์ Xiaomi เอง ซึ่งหน้าตาก็เรียบง่ายมีแอปฯพื้นฐานของ Xiaomi ติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ โดยที่มีฟีเจอร์ไฮไลท์อย่าง “Dual apps” ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าใช้งานแอปฯอย่าง Facebook หรือ LINE ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
วิธีใช้งานก็ไม่ยากเข้าไปที่หน้า Setting เลือก Dual apps แล้วกดติ๊กเลือกแอปฯที่ต้องการจากนั้นระบบก็จะโคลนนิ่งแอปฯที่เราเลือกออกมาอีกตัว ซึ่งเราสามารถเข้าใช้งานอีกบัญชีได้จากแแอปฯที่ถูกโคลนขึ้นมาครับ
นอกจากนี้ยังมี Second Space อีกหนึ่งฟีเจอร์เทพที่ตัวนี้จะแยกกันชัดเจนกว่า Dual apps เพราะมันจะทำให้เราเหมือนมีสมาร์ทโฟนสองเครื่องอยู่ในเครื่องเดียว โดยมีการสแกนลายนิ้วมือที่เป็นประตูรักษาความปลอดภัยในการสลับไปมา
มาดูความสามารถด้านการถ่ายภาพกันบ้างกล้องหลังของ Xiaomi Redmi Note 4 มากับความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้างสูงสุด f/2.0 มาพร้อมไฟแฟลชทูโทน ใช้ระบบโฟกัส PDAF ( Phase Detection Autofocus) ตัวเซ็นเซอร์เป็น CMOS รุ่นใหม่
โหมดการถ่ายภาพที่ติดมาให้ก็มีครบไม่ว่าจะเป็น Panorama / Timer /Audio /Manual /Straighten /Beautify /HHT ( Handheld Twilight ) /Scene / Tilt-shift โดยที่ตัวโหมด Manual ก็มีให้ปรับแต่ง White balance กับตัว ISO โดยดันได้ตั้งแต่ 100-3200 ถ้าเลือกไม่ถูกอยากได้ไวๆก็มีโหมด Scene ให้เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์
ขณะที่การอัดวีดีโอความละเอียดอยู่ที่ FHD 1080p@30fps กับ 720p@120fps มีให้เล่นทั้งการอัดแบบ Time-Lapse และ Slow-motion
ส่วนตัวคิดว่าเรื่องการถ่ายภาพของ Xiaomi Redmi Note 4 ไม่มีอะไรให้หวือหวา การปรับแต่งยังทำได้น้อย แถมคุณภาพก็ตกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอสภาพแสงในที่ร่มเข้าไป แต่ก็ยังมีสิ่งที่พอจะชมได้บ้างคือระบบตรวจจับใบหน้าที่อยู่ในเกณฑ์ฉับไวดีครับ
มาดูที่กล้องหน้ากันบ้างความละเอียดอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 รองรับการบันทึกวีดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p มีโหมด Smart Pro Beautify แต่เอาเข้าจริงๆก็ปรับระดับได้เพียงแค่ความเรียวและความเนียนของใบหน้าเท่านั้น
หากมองข้ามเรื่องการถ่ายภาพไป รวมๆแล้ว Xiaomi Redmi Note 4 ถือเป็นสมาร์ทโฟนในระดับราคาต่ำกว่าหมื่นบาทที่น่าคบหาอีกตัวหนึ่งเลยครับ ด้วยคุณสมบัติเด่นๆจากเรื่องหน้าจอและแบตเตอรี่ ราคาเปิดตัวก็อยู่ที่ 6,790 บาทเท่านั้น ใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้แล้วทั้งทางช่องทางออนไลน์อย่าง Lazada และร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วไปครับ
ภาพตัวอย่างจากกล้องของ Xiaomi Redmi Note 4















































