ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซัมซุง เลือกที่จะเปิดตัวแท็บเล็ต Galaxy Tab S3 ภายในงาน MWC2017 ก่อนหน้า Galaxy S8 ที่ถูกเลื่อนเวลาเปิดตัวออกไปให้รับกับชิปเซ็ต Snapdragon รุ่นใหม่ ดังนั้น Tab S3 จึงเปรียบเหมือนแท็บเล็ตที่ออกมาในจังหวะรอยต่อของนวัตกรรมทำให้ความสามารถส่วนใหญ่ถูกยกมาจากเครื่องในปีที่ผ่านมา
ส่วนที่โดดเด่นหลักๆของ Galaxy Tab S3 เลยคือหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด QXGA ที่รองรับการทำงานคู่กับปากกา S-Pen ที่ซึมซับความสามารถของปากกาทุกด้านจาก Galaxy Note 7 มาให้ใช้งานกัน
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักของ Tab S3 จึงไปชนกับ Apple iPad Pro ตรงๆ แม้จะมีราคาที่ต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะด้วยระดับราคาที่เปิดตัวมา 24,500 บาท กับขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE iPad Pro จะเริ่มต้นที่ราว 27,900 บาท
สเปค Samsung Galaxy Tab S3
– หน้าจอ QXGA Super AMOLED ขนาด 9.7 นิ้ว (2048 x 1536 พิกเซล 264ppi)
– หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 820 (64bit Quad-core 2.15 x 1.6 GHz)
– การเชื่อมต่อ4G LTE (Cat.6) / Wi-Fi MIMO / Bluetooth 4
– หน่วยความจำ RAM 4GB / ROM 32GB / MicroSD 256 GB
– ลำโพงตัวเครื่อง 4 ตัว แบบสเตอริโอ ปรับแต่งโดยเทคโนโลยีเสียง AKG / ไมโครโฟน 2 ตัว
– กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล (f/1.9) ระบบกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล (f/2.2)
– ปากกา S Pen Elastomer หัวขนาด 0.7 มม. เซ็นเซอร์รองรับแรงกด 4,096 ระดับ
– แบตฯ 6000 mAh รองรับ Fast Charge
– ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat
– ราคาจำหน่าย 24,500 บาท สีดำ
ที่ผ่านมาความโดดเด่นของแท็บเล็ตในตระกูล Tab S จะเน้นไปที่วัสดุระดับพรีเมียม การออกแบบที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูแพงตลอดมา เพื่อฉีกหนีจากสินค้าในตระกูล Tab A ที่เป็นแท็บเล็ตราคาคุ้มค่า ดังนั้นการมาของ Tab S3 ก็จะสานต่อในแง่ของความเป็นสินค้าในระดับพรีเมียมต่อ
โดยขนาดของตัว Tab S3 จะอยู่ที่ 237.3 x 169 x 6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 434 กรัม ซึ่งถ้ามองว่าใหญ่เกินไปไหม ก็ถือว่าเป็นแท็บเล็ตในขนาดที่กำลังพอดี ไม่เล็ก หรือใหญ่จนเกินไป สามารถทำไปใช้งานได้สะดวก และตัวเครื่องที่บาง 6 มม.
พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Tab S3 จะเป็นหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K (QXGA) ที่ให้ความละเอียดเม็ดสี 264ppi และที่สำคัญคือเป็นหน้าจอที่รับการแสดงผลแบบ HDR ทำให้ภาพที่ได้มีสีสันที่ครบถ้วน
รอบๆหน้าจอ จะมีพื้นที่ของขอบจบพอสมควร เพราะจะเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี และลำโพงที่ฝังตัวอยู่ 4 ทิศทางรอบเครื่อง พร้อมกับไมโครโฟนอีก 2 ตัว ดังนั้น ในเรื่องของเสียงต้องยอมรับว่า Tab S3 ทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี
พื้นที่ส่วนบนหน้าจอจะมีการสกรีนสัญลักษณื Samsung โดยมีกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลอยู่ข้างๆ ส่วนล่างหน้าจอจะมีปุ่มโฮม ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปในตัว พร้อมปุ่มสัมผัสย้อนกลับ และเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด
ด้วยความที่หลังเครื่องเป็นสีดำ และเรียบ ทำให้ด้านหลังมีเพียงแค่โลโก้ Samsung และกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED มาให้ใช้งานกัน โดยตัวเลนส์กล้องจะเรียบไปกับฝาหลัง ไม่ได้นูนออกมาเหมือนในรุ่นก่อนๆแล้ว
ด้านซ้ายจะมีขั้วที่เป็นเซ็นเซอร์สำหรับต่อใช้งานกับ Pogo Keyboard Cover เพื่อแปลงร่างให้ Tab S3 สามารถทำงานได้สะดวกขึ้น ถ้าจะให้นึกภาพง่ายๆ ก็เหมือนกับคีย์บอร์ดของ Microsoft Surface ที่ใส่มาเพื่อให้ทำงานเอกสารได้ง่ายขึ้น
ด้านขวา จะมีปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มเปิด–ปิดเครื่อง และช่องใส่นาโนซิมการ์ด กับไมโครเอสดีการ์ด ที่ต้องใช้เข้มจิ้มซิมดึงถาดออกมา ด้านบน จะมีลำโพง 2 ตัวเท่านั้น ด้านล่างจะมีลำโพงอีก 2 ตัว พร้อมกับพอร์ต USB-C คู่กับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้ Tab S3 แตกต่างจากแอนดรอยด์แท็บเล็ตรุ่นอื่นๆในตลาดเลยคือมาพร้อมกับ S-Pen ที่ถอดความสามารถมาเหมือนใน Note 7 ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานปากกาได้สะดวกขึ้น เลือกเปลี่ยนปากกาได้มากขึ้น และที่สำคัญคือรองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ
โดยตัว S Pen ที่ให้มาจะมาพร้อมกับปุ่มในการสั่งงาน สามารถถือ S Pen เหนือหน้าจอแล้วกดปุ่มเพื่อเรียกใช้งานคำสั่งของ S Pen ได้ทันที รวมถึงการจดบันทึกแบบ Screen-off Memo ในช่วงเวลาเร่งด่วน
หัวปากกาของ S Pen จะมีขนาด 0.7 มม. ทำให้สามารถใช้ในการวาดรูปที่ลงรายละเอียดได้มากขึ้น หรือถ้าไม่ชอบรูปทรงของปากกา อยากกลับไปใช้ดินสอแบบคลาสสิค ก็จะมี S Pen เวอร์ชัน Staedtler S Pen หรือดินสอสแตทเลอวางจำหน่ายด้วยในราคา 1,290 บาท หรือจะเอาปากกา Note 5 มาใช้งานก็รองรับเช่นกัน
ฟังก์ชันของ S Pen ที่ให้มาจะรองรับทั้ง Air View การป้อนข้อมูลในรูปแบบต่างๆ มีสัญลักษณ์ชี้บอกว่าปากกาลอยอยู่ตรงจุดไหน เมื่อทำงานคู่กับ S Note ก็จะช่วยให้จดบันทึก หรือวาดภาพต่างๆได้สะดวกขึ้น ทั้งการเปลี่ยนหัวปากกา เปลี่ยนสี เปลี่ยนขนาดต่างๆ
ส่วนคุณสมบัตของตัวเครื่องก็จะมาพร้อมกับระบบพักหน้าจออัจฉริยะ การจัดการคุณสมบัติขณะเล่นเกม การใช้งานมัลติวินโดวส์ การจับภาพหน้าจอด้วยการเอาสันมือปาดหน้าจอ
รูปแบบการตั้งค่าต่างๆ จะถูกปรับปรุงมาเรียบร้อยบนแอนดรอยด์ 7.0 ทำให้ปรับแต่งได้ง่ายขึ้น มีการแบ่งหมวดหมู่การตั้งค่าชัดเจน รวมถึงระบบบำรุงรักษาอุปกรณ์ ที่สามารถไว้เคลียแคช หรือลบแอปที่ไม่จำเป็นออกจากตัวเครื่อง
ในแง่ของความบันเทิง ด้วยขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว และลำโพงสเตอริโอที่ถูกปรับแต่งด้วย AKG ย่อมให้พลังเสียงที่ดี เพราะเมื่อนำมาทดลองรับชมภาพยนตร์จาก Netflix / iFlix ก็เพลินดี ประกอบกับแบตเตอรีขนาด 6,000 mAh เรียกได้ว่าใช้งานกันยาวๆ
อีกจุดเด่นบน Tab S3 ที่ยังคงรักษาจุดขายนี้มาต่อเนื่องคือ ใช้โทรศัพท์ได้ เพียงแต่ว่าในการคุยโทรศัพท์ก็จะเปิดผ่านลำโพง หรือต้องใช้การเชื่อมต่อกับหูฟังทั้งแบบมีสาย และหูฟังบลูทูธ เหมาะกับผู้ที่ไม่อยากพกหลายๆเครื่อง Tab S3 ก็จะตอบโจทย์ในจุดนี้
สำหรับอินเตอร์เฟสการใช้งาน Tab S3 ก็จะเป็น Touch WIz รุ่นใหม่ที่มากับแอนดรอยด์ 7.0 มีการออกแบบที่ดูเรียบขึ้น ผู้ใช้สามารถลากวิตเจ็ตมาใส่ ปรับแต่งไอค่อนต่างๆได้ตามความต้องการอยู่แล้ว ส่วนของการแจ้งเคือนก็ใช้สั่งเปิด–ปิดการตั้งค่าต่างๆ ปรับความสว่างหน้าจอได้ทันที
แอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องจะเป็นแอปพื้นฐานจากทั้งซัมซุง กูเกิล ไมโครซอฟท์ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที รวมถึงฟังก์ชันอย่าง Secure Folder ไว้สำหรับเก็บข้อมูล ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศต่างๆ
ตัวเครื่องรองรับการทำงานแบบ Multi Screen ทำให้สามารถแบ่งครึ่งหน้าจอเพื่อเข้าเว็บไซต์ ดูพรีเซ็นเทชัน พร้อมไปกับการจดข้อมูลลง S Note ได้ทันที หรือจะแบ่งเครื่องหน้าจอในการทำงาน Excel – Word ก็ทำควบคู่กันไปได้
การทดสอบประสิทธิภาพผ่านโปรแกรม Antutu Benchmark ได้คะแนนที่ 129,975 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะตัวเครื่องใช้หน่วยประมวลผลระดับไฮเอนด์อยู่แล้ว ทั้ง Snapdragon 820 RAM 4 GB ROM 32 GB ใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมได้
ส่วนของการเล่นเกมกราฟิกหนักๆอย่าง Dynasty Warriors ก็เล่นได้สบายๆ ยิ่งเมื่อทำงานคู่กับระบบควบคุมการเล่นเกม ช่วยให้มือไม่ไปโดนปุ่มล่าสุด และปุ่มกลับขณะเล่นทำให้สะดวกยิ่งขึ้น หรือจะเลือกบันทึกภาพหน้าจอจากปุ่มลัดเลยก็ทำได้
สรุปแล้วถ้ามองถึงโปรดักทิวิตี้ที่จะได้จาก Tab S3 ทั้งในแง่ของการทำงาน และความบันเทิง กับราคา 24,500 บาท ก็ไม่ได้สูงจนเกินไป เพราะด้วยสเปก ดีไซน์ แบตเตอรี จอ และที่สำคัญคือปากกา S Pen ที่เป็นฮีโร่ของรุ่นนี้ ย่อมตอบโจทย์กับผู้ใช้งานอยู่แล้ว
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยากได้แท็บเล็ตประสิทธิภาพดีๆ มาใช้ในการทำงาน วาดรูป ศิลปะ งานออกแบบ รวมไปถึงการแก้ไขพรีเซนเทชั่น แบบด่วนๆ ตามไลฟ์สไตลในยุคดิจิตอล ดังนั้น Tab S3 ถือเป็นแท็บเล็ตที่มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างชัดเจน














