Garmin Vivofit
by hypertext78
เมื่อโลกเราอยู่ในยุค Wearable Computing แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่มีสตีฟ จอบส์ ทำให้ไม่มีคนที่กำหนดแนวทางที่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ในช่วงปีที่ผ่านมา (จนเปิดตัวในช่วงงาน CES 2014 เมื่อมกราคม) มีผู้ผลิตหลายรายด้วยกัน ที่พยายามจะเปิดตัวสินค้ากลุ่มนี้ แต่ทว่าเกือบจะทั้งหมดเป็นเพียงนาฬิกา หรือสายข้อมือสำหรับฟิตเนสเสียส่วนใหญ่ แน่นอนว่านาฬิกานั้นมีหลายรายด้วยกัน (เช่น Pebble, Samsung Gear) แต่ทว่าวันนี้เราจะพูดถึงกลุ่มสายรัดข้อมือสำหรับฟิตเนสนั่นเอง

Garmin นั้นถือเป็นหนึ่งในผู้ที่กระโจนเข้ามาสู่สมรภูมิสินค้าประเภท “สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ” ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงฟีเจอร์เฉพาะตัวนั้นคงต้องยอมรับว่า “ไม่แตกต่างจากแบรนด์อื่นเลย” เพราะสายรัดข้อมือในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Fitbit, Jawbone, ฯลฯ นั้นมีฟีเจอร์ของตัวเองได้แก่
- นับก้าวที่เดิน
- ตั้งเป้าหมายที่เดินแต่ละวัน
- บอกระยะทางที่เดิน
- บอกแคลอรีที่ใช้
- ติดตามการนอนหลับ
ส่วนฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่ก็คือ
- เชื่อมต่อ (sync) กับสมาร์ทโฟน
- กันน้ำ
- มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างยาว ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ตัว Garmin Vivofit นั้นถือว่าสอบผ่านมาตรฐานโดยทั่วไปครับ แต่ว่าถ้าสินค้ามีแต่ฟีเจอร์พื้นฐาน ไม่มีความแตกต่างใดๆ เลย ก็คงจะขายได้ยาก (เพราะซื้อเจ้าไหนก็เหมือนๆ กัน) แน่นอนว่า Garmin เองก็ถือว่าอยู่ในวงการ GPS และ Fitness มาพอสมควร เลยมีฟีเจอร์อื่นๆ ใส่เข้ามาด้วยเช่นกัน
Housing

สำหรับตัว Garmin Vivofit นี้จะมีอยู่ด้วยกันสองส่วน ส่วนแรกก็คือสายรัดข้อมือยาง (มี 5 สี ได้แก่ ดำ เทา เขียว น้ำเงิน ม่วง) มีสองขนาด ได้แก่สายยาว (152 – 210 มม) และสายสั้น (120 – 175 มม) สำหรับการล็อกสายกับตัวเครื่องนั้นแน่นหนามาก ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดมือเลยทีเดียว
1 Year Power!

สำหรับตัว Vivofit เองนั้นมีฟีเจอร์เหมือนกับรายอื่นๆ แต่มีดีกว่ากันเยอะ อย่างแรกคือตัว Vivofit นั้นกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร (ถ้าไม่ดำน้ำ คงจะเทสต์ฟีเจอร์นี้ไม่ได้นะครับ) สิ่งที่แลกกับการกันน้ำคือการซีลตัวเครื่องแน่นหนาอย่างดี รับประกันน้ำไม่รั่วเข้า แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาร์จแบตเตอรีไม่ได้ด้วย
ชาร์จแบตเตอรีไม่ได้แล้วทำยังไงล่ะ?

ในตัว Garmin Vivofit นั้นมีถ่านกระดุมสองก้อนภายในตัวเครื่องครับ ทาง Garmin ระบุไว้ว่าแบตเตอรีของเจ้า Vivofit นี้อยู่ได้หนึ่งปี! (อ่านไม่ผิดครับ 365 วัน!!) ต่อเนื่องโดยไม่ต้องยุ่งกับแบตเตอรีเลยทีเดียว และถ้าหมดก็สามารถเปลี่ยนแบตเตอรีได้เองด้วย ทางเมืองนอกระบุว่าถ่านดังกล่าวรหัส CR1632 ถ้าใครแบตหมดสามารถไปซื้อมาเปลี่ยนได้ด้วยตนเองเลยครับ และถ้าทุกท่านกำลังคิดว่าอุปกรณ์ประเภทนี้เปิด-ปิด กันยังไง ถึงทำให้อายุการใช้งานยาวนานหนึ่งปีเต็ม คงจะต้องขอบอกว่า… อุปกรณ์ประเภท Wearable Fitness tracker แบบนี้เขาเปิดกัน 24 ชั่วโมง เพราะนอกจากติดตามการเดินแล้วยังเก็บผลการนอนได้ด้วยครับ!

หน้าจอของ Vivofit นั้นเป็นแบบ Reflective LCD ถือว่ากินพลังงานค่อนข้างต่ำเลยล่ะครับ และจะเปิดใช้งานตลอดเวลา ปิดไม่ได้ ในเมื่อปิดไม่ได้ทาง Garmin ก็เลยแนบฟีเจอร์นาฬิกาแถมมาให้ซะเลย ส่วนใครจะเปิดเป็นโหมดตัวนับก้าวแทนก็แล้วแต่สะดวกเลยล่ะครับ แต่เวลาอยู่ข้างนอกไม่ได้วิ่ง ผมก็เปิดเป็นโหมดนาฬิกาแทนนะ เพราะมันสะดวกกับชีวิตประจำวัน
ข้อเสียก็คงจะเป็นจอแบบนี้ไม่มีไฟ LCD ด้านหลังครับ ทำให้เวลาอยู่ในที่มืด (เช่นโรงหนัง) ไม่สามารถดูเวลาได้เลยแม้แต่น้อย

หนึ่งในฟีเจอร์ที่บางเจ้ามี บางเจ้าไม่มีก็คือการแจ้งเตือนเมื่อนั่งไปนานๆ นั่นเองครับ เจ้า Vivofit จะแสดงแถบสีแดง (จะเป็นแถบยาวหนึ่งแถบ และสั้นๆ อีกสี่อัน) เพื่อให้เรารู้ว่านั่งนานเกินไปแล้ว ควรจะลุกออกไปบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงกับการเป็นโรคประเภท Office Syndrom นั่นเองครับ
Garmin Optimized
แม้ว่า Garmin Vivofit จะดูดีเรื่องแบตเตอรีมีอายุยาวนานมาก และกันน้ำ แต่แค่แบตเตอรีถ่านกระดุมมันจะอยู่หนึ่งปีโดยที่ทำงานตลอดเวลาได้ยังไง? แน่นอนครับมันก็ต้องปรับแต่งกันบ้าง โดยความแตกต่างระหว่าง Garmin Vivofit กับ Fitness Tracker ยี่ห้ออื่นๆ ก็คือเจ้า Vivofit นี้จะไม่ซิงค์กับมือถือโดยอัตโนมัติเลย (บางยี่ห้อจะกำหนดได้ว่า Sync ทุก 10 นาที เป็นต้น) แต่จะซิงค์เมื่อเรา “สั่งให้ซิงค์” เท่านั้น หรือที่เรียกว่า Manual นั่นเอง นี่เป็นอีกเหตุผลว่าตัว Vivofit นั้นบีบการทำงานของตัวเองพอสมควร ทำให้แบตเตอรีสามารถทำงานได้ยาวเป็นปีเลย เพราะไม่มีการปล่อยสัญญาณบลูทูธมั่วซั่วนั่นเอง แถมตัว Vivofit นั้นเก็บข้อมูลของเราเอาไว้ถึง 30 วันเลยทีเดียว จะลืมซิงค์หลายๆ วันติดกันก็ไม่เป็นปัญหาแต่ประการใด
Companion App
สำหรับการใช้งาน Garmin Vivofit นั้นจะทำงานร่วมกับบริการ Garmin Connect ครับ ซึ่งก็จะมีทั้งบน PC (Windows/OS X) และบน Android/iOS ครับ แต่เนื่องจากเราเป็นเว็บไซต์มือถือ และครั้นจะซิงค์ผ่าน PC ตลอดก็แลดูจะยากไป เพราะเราคงหยิบมาซิงค์ตอนกำลังวิ่ง หรือเพิ่งวิ่งเสร็จไม่ได้ จะขอกล่าวถึงแต่เพียงอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์และแทบเล็ตแล้วกันครับ
*สำหรับ PC การซิงค์จะต้องใช้ ANT+ ซึ่งเป็นอีกโปรโตคอลบลูทูธหนึ่ง ส่วนเหตุผลก็เพราะว่า ANT+ เป็นเทคโนโลยีของอุปกรณ์ฟิตเนสโดยทั่วไป และเจ้าของคือบริษัทลูกของ Garmin นั่นเองครับ จะมีแท่งเชื่อมต่อมาให้ในกล่องด้วย*
Mobile App
สำหรับแอพของ Garmin Connect นั้นมีทั้งบน iOS และ Android ส่วน Windows Phone 7, Windows Phone 8 ยังคงเป็นลูกเมียน้อยที่ Garmin แลทีหลังต่อไปครับ
สำหรับปัญหาที่พบตอนรีวิวคือ Garmin Vivofit นั้นใช้โปรโตคอล ANT+ ที่เป็นสิทธิบัตรของ Garmin เอง ทำให้โทรศัพท์ที่จะซิงค์ได้นั้นต้องเป็นกลุ่มพันธมิตร ANT นั่นเอง (Samsung, SONY, LG, ฯลฯ) บังเอิญว่า Google ไม่ได้เป็นพันธมิตรของกลุ่มนี้ Nexus 4 ของผมเลยไม่สามารถซิงค์ได้โดยปริยาย ต้องไปหยิบ iPad มาใช้ซิงค์แทนครับ



สำหรับหน้า Home ก็จะแสดงผลพวกก้าวที่เดิน กิจกรรม (ต้องระบุเอง เช่นว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง) การนอน คอร์สเทรนนิ่ง ออกกำลังกาย เหรียญ (พวก Achievement) และ Personal Records โดยเมื่อกดอันใดอันหนึ่งจะขยายออกมาได้ครับ (ตามที่เห็นในภาพ)
ส่วน Community จะเป็น Newsfeed หรืออัพเดทเพื่อนๆ ของเรา ว่าครั้งสุดท้ายที่ซิงค์มา ใส่ข้อมูลอะไรเข้ามาบ้าง ส่วน Connection นั้นคือหาเพื่อนของเรานั่นเองครับ
และสุดท้าย Leaderboard จะแยกหมวดหมู่ (ในภาพคือการเดิน) เทียบกับเพื่อนๆ ของเราเองว่ามีสถิติอย่างไรบ้าง จะเห็นในภาพว่ามีวิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำด้วย แต่เนื่องจากในกลุ่มไม่มีใครทำเลย จึงขอข้ามไปนะครับ เดี๋ยวจะเห็นเลข 0 เป็นแถบๆ แทน


หมวดสุดท้ายคือ Device ก็จะเป็นการปรับแต่งตัวสายรัดข้อมือ Vivofit จากมือถือของเรานั่นเองครับ โดยจะเลือกได้ว่าบนตัว Vivofit นั้นจะให้แสดงผลอะไรบ้าง อย่างกรณีของผมไม่มีสายรัดวัดชีพจร เลยปิดไปครับ
นอกจากนั้นก็จะเป็นการใช้งาน เช่นหน่วยเวลา วัดเดือนปี หน่วยเมตริก นั่นเอง
Summarized
ข้อดี
- มีฟีเจอร์ครบครัน ไม่แพ้ Fitness Tracker ยี่ห้ออื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
- การใช้งานนั้นถือว่าครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกันน้ำที่ลึกถึง 50 เมตร (จะเยอะไปไหน!) หรือแบตเตอรีหนึ่งปี หน่วยความจำในเครื่องที่เก็บข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 30 วัน
- เปลี่ยนแบตเตอรีเองได้ ไม่บังคับเหมือนบางค่ายที่ต้องเอาเข้าศูนย์ให้ช่างเปลี่ยนให้
ข้อเสีย
- UI ของแอพ Garmin Connect นั้นหน้าตาดูไม่ไหวเลย ยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับแอพของยี่ห้ออื่นอย่าง Fitbit, Jawbone แล้วถือว่ายังห่างชั้นมาก
- ใช้เทคโนโลยี ANT+ ทำให้มือถือที่สามารถซิงค์ได้นั้นค่อนข้างจำกัดพอสมควร
- แบตเตอรีเป็นแบบฝังในตัว ชาร์จเพิ่มไม่ได้ ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นจอแบคไลต์ที่ไม่มีไฟ หรือไม่มีระบบสั่นในตัว
สำหรับ Vivofit นี้บอกตรงๆ ว่าเจ๋งเลยล่ะครับ เอาจริงๆ คือชอบเลย เพราะฟีเจอร์ต่างๆ ครบเครื่อง และมีมากกว่ารายอื่นๆ ในเรื่องของความถึก อายุแบตเตอรี และข้อมูลในตัวเครื่อง เพราะแบตเตอรีหนึ่งปี ทำให้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าถึงเวลาที่ต้องชาร์จแล้วหรือยัง รวมไปถึงหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลย้อนหลังได้มากถึง 30 วัน ทำให้ไม่ต้องมานั่งซิงค์ข้อมูลลงมือถือตลอดเวลา ทำให้คนที่ขี้เกียจ หรือขี้ลืมสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้นอย่างมากครับ ที่สำคัญคือเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ทำให้เราไม่ต้องกลัวเรื่องอุปกรณ์พังแล้วจะไม่มีที่ซ่อมแซม
ส่วนเรื่องข้อเสียนั้นก็คงจะเป็นจอที่ไม่มีไฟแบคไลท์ ทำให้การใช้งานในที่มืด เช่นจะดูเวลาในโรงหนัง หรือจะกดเข้าโหมด Sleep ตอนนั้นนั่นค่อนข้างจะลำบากพอสมควร อย่างไรก็ตามนั่นเป็นข้อจำกัดที่เกิดจากการควบคุมพลังงาน ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้แบตเตอรีอยู่ได้ไม่ครบปีอย่างแน่นอน ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างอายุการใช้งานกับฟีเจอร์ของตัวโทรศัพท์นั่นเอง
สำหรับเจ้า Garmin Vivofit นั้นวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย โดยจะมีราคาอยู่ที่ 4,800 บาท ถ้าใครซื้อมาแล้วก็แปะชื่อเอาไว้ทำ Community คนเล่นกันเลยจ้า ของแบบนี้ยิ่งแข่งยิ่งสนุก เดินคนเดียวมันน่าเบื่อนะ จริงไหมครับ

