โนเกีย เผยผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความพร้อมขององค์กรในเมืองใหญ่ 6 เมืองทั่วเอเชียที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กร ไร้สาย โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 9 ประการ ตั้งแต่การใช้แอพพลิเคชั่นไร้สาย ไปจนถึงนโยบายขององค์กรและโครงสร้างด้านไอที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในดัชนีความพร้อมในการเป็นองค์กรไร้สายซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระดับความก้าวหน้าในการเป็นองค์กรไร้สายในแต่ละเมืองที่มีการวิจัย
ผลของการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ มีความพร้อมสูงสุดในการเป็นองค์กรไร้สาย ส่วนองค์กรในบังกาลอร์ กัวลาลัมเปอร์ มุมไบ และนิวเดลี มีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่โลกไร้สายค่อนข้างมาก
การวิจัยในครั้งนี้จัดทำโดยบริษัท แซฟฟรอนฮิลล์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอิสระ โดยได้สอบถามผู้บริหาร 300 รายใน 6 เมืองใหญ่ได้แก่ บังกาลอร์ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ มุมไบ นิวเดลี และสิงคโปร์
มร. บ็อบ แมคดูกอล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารลูกค้าและการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอเชียเป็นผู้นำเสมอในด้านวิวัฒนาการและการปฏิวัติการสื่อสารไร้สาย องค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ตระหนักดีถึงประโยชน์ของการเป็นองค์กรไร้สาย โดยใช้ความคล่องตัวมาช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยและจัดทำดัชนีความพร้อมในการเป็นองค์กรไร้สายครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นว่าองค์กรธุรกิจในยุคนี้มีความพร้อมในระดับใด ความท้าทาย หรือ ปัจจัยใดที่จะกระตุ้นให้องค์กรเหล่านี้พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรไร้สาย ตลอดจนความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราปรับการพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการ และสนับสนุนให้องค์กรทั่วเอเชียพัฒนาสู่โลกไร้สายได้ต่อไป
ประเทศไทย มีความพร้อมอันดับหนึ่งในเอเชียใต้
ผลวิจัยดังกล่าวระบุว่าองค์กรธุรกิจ 9 ใน 10 แห่งในประเทศไทยใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารไร้สายอยู่แล้วอย่างน้อย 2 แอพพลิเคชั่น องค์กรส่วนใหญ่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ รวมทั้งยังเห็นว่าการทำงานแบบไร้สายช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน รวมทั้งสร้างสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของพนักงานมากขึ้น จากความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงบรรยากาศในการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาใส่ใจกับเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลและการบริหารจัดการอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขององค์กรมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างด้านไอทีขององค์กรให้รองรับการสื่อสารไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มร. แมคดูกอลกล่าวเสริมว่า องค์กรในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดจากความคล่องตัวในการเป็นองค์กรไร้สาย สิ่งสำคัญในการสร้างความคล่องตัวให้แก่องค์กร คือ การเชื่อมต่อระหว่างคนทำงานกับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยี นอกจากการมีอุปกรณ์สื่อสารไร้สายแล้ว องค์กรธุรกิจยังจำเป็นต้องพิจารณาการบริหารการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยต้องกำหนดนโยบายที่เหมาะสม การจัดการให้มีทรัพยากรและการสนับสนุนที่เพียงพอ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากความคล่องตัวและการเป็นองค์กรไร้สาย
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังรวมถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความพร้อมในการก้าวสู่โลกไร้สายขององค์กรในประเทศไทย ได้แก่
แอพพลิเคชั่นไร้สายที่ใช้มากที่สุดได้แก่
– ปฏิทินนัดหมายและรายชื่อผู้ติดต่อ (72%)
– อีเมล์ไร้สาย (64%)
– แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้เรียกดูเอกสารภายในที่ทำงานได้ (62%)
แอพพลิเคชั่นไร้สายสำคัญที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องการใช้ ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสำหรับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้จัดส่งสินค้า และแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้เชื่อมต่อเข้ามาใช้งานเครือข่ายอินทราเน็ต หรือฐานข้อมูลขององค์กรได้จากอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย
74% ขององค์กรที่ถูกสำรวจความเห็นต้องการซื้ออุปกรณ์สื่อสารไร้สายเพิ่มขึ้นให้แก่พนักงานในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ ได้แก่ ความต้องการของพนักงาน การเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน และผลตอบแทนการลงทุน
72% ขององค์กรที่ถูกสำรวจใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนเองในการทำงานอยู่แล้ว
58% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่กลายเป็นเครื่องมือหลักในการติดต่อธุรกิจขององค์กรของตนอยู่แล้ว
52% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีเครือข่าย VPN ให้พนักงานใช้อยู่แล้ว
54% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีเครือข่ายการเชื่อมต่อแบบ LAN ไร้สายแล้ว
100% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเห็นว่าความคล่องตัวในการทำงานแบบไร้สายช่วยเพิ่มความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว
82% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีนโยบายอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้
96% ขององค์กรที่ถูกสำรวจให้ความสำคัญกับการอบรมพนักงานในเรื่องที่เกี่ยวกับโซลูชั่นการสื่อสารไร้สาย
94% ขององค์กรที่ถูกสำรวจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยบ้างเมื่อตอนที่จะเริ่มใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารไร้สายในองค์กร ส่วนใหญ่รู้จักใช้พาสเวิร์ดและโปรแกรมต้านไวรัส
58% มีนโยบายด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ไร้สายเพื่อเข้ามาใช้เครือข่ายอินทราเน็ตในองค์กร และทั้งหมดบอกว่าได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแล้ว
มีเพียง 18% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเท่านั้นที่มีนโยบายการกำหนดว่าอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเครื่องใดที่อนุญาตให้เชื่อมต่อเข้ามาที่เครือข่ายขององค์กรได้บ้าง
ดัชนีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นองค์กรไร้สาย
เมื่อพูดถึงความคล่องตัวขององค์กรธุรกิจ จะมีความหมายมากกว่าเพียงการใช้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายในการทำงาน หรือการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายในองค์กร แต่รวมไปถึงพนักงานและกระบวนการทำงานด้วย หากองค์กรขาดนโยบายที่ชัดเจนและขาดวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม ย่อมจะเกิดข้อจำกัดมากมายในการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรไร้สาย
ปัจจัย 9 ประการในดัชนีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นองค์กรไร้สายนั้น จะช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมได้ว่าตนเองมีความพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ หรือสร้างบรรยากาศ หรือมีเครือข่ายและอุปกรณ์พื้นฐาน ตลอดจนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจัยทั้ง 9 ประการชี้ให้เห็นว่าองค์กรแต่ละแห่งได้อนุญาต หรือเปิดโอกาสให้มีการใช้ หรือมีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้วหรือไม่ ดังนี้
มีการใช้แอพพลิเคชั่นอย่างน้อย 2 แอพพลิเคชั่นภายในองค์กร เช่น อีเมล์ไร้สาย ปฏิทินนัดหมาย การเชื่อมต่อสู่เครือข่ายอินทราเน็ต หรือแอพพลิเคชั่นสำหรับงานขาย
ความตั้งใจที่จะซื้ออุปกรณ์สื่อสารไร้สายเพิ่มเติมในอีก 12-24 เดือนข้างหน้า
มีโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟนให้พนักงานใช้
มีคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปให้พนักงานใช้
มีเครือข่าย VPN สำหรับพนักงานในองค์กร
มีเครือข่าย LAN ไร้สายสำหรับพนักงาน
มีนโยบายด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเข้าสู่เครือข่ายอินทราเน็ตขององค์กร
กำหนดนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลที่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านได้
มีนโยบายด้านไอทีที่กำหนดว่าอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเครื่องใดบ้างที่อนุญาตให้เชื่อมต่อเข้ามาที่เครือข่ายขององค์กรได้