ได้มาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ OPPO F5 สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของแบรนด์มาแรงอย่าง OPPO ที่มากับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหน้าจอที่ใหญ่เต็มตาในอัตราส่วน 18:9 แถมยังมีเทคโนโลยีแห่งการเซลฟี่อย่าง “A.I. Beauty Technology” ช่วยให้การเซลฟี่ออกมาสวยและเป็นธรรมชาติ ตรงคอนเซปต์ “Capture the Real You”
สเปคของ OPPO F5
- หน้าจอ LTP IPS LCD ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1080×2160 พิกเซล อัตราส่วน 18:9 ความหนาแน่นของเม็ดพิกเซล 402ppi
- ชิปเซ็ต Mediatek MT6763T Helio P23 หน่วยประมวลผล Octa-core Cortex-A53 CPU (8×2.5GHz) ใช้ GPU Mali-G71 MP2
- หน่วยความจำ RAM 4/6GB, ROM 32/64GB รองรับหน่วยความจำเสริม microSD card สูงสุด 256GB
- กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล F/1.8 มีระบบโฟกัส PDAF และแฟลช LED
- กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล F/2.0 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.8″ มี Auto-Focus
- มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง และระบบปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า
- แบตเตอรี่ 3,200mAh ใช้พอร์ต Micro USB
- รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.2 และ GPS
- รองรับการทำงานสองซิม แบบ Nano-SIM 2 ช่อง + ช่องใส่ microSD card แยกออกมาต่างหากกัน
- ระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1 (Nougat) / ColorOS 3.2
- ขนาด 156.5 x 76 x 7.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 152 กรัม
- OPPO F5 รุ่นปกติมีสี ทอง / ดำ ราคา 9,990 บาท
- OPPO F5 6GB มีสี แดง / ดำ ราคา 13,990 บาท
ตัวเครื่องของ OPPO F5 ใช้วัสดุหลักๆเป็นโพลีคาร์บอเน็ตเก็บขอบโค้งมนรับกับฝามือ มีน้ำหนักเครื่องโดยรวมเพียง 152 กรัม ขณะที่ตัวเครื่องมีขนาด 156.5 x 76 x 7.5 มิลลิเมตร โดยสีที่มีวางจำหน่ายในไทยรุ่นปกติจะมีสี ทอง กับ ดำ ถ้าเป็นรุ่น 6GB จะมีสีแดง กับดำ
OPPO F5 จัดว่าเป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่มากับการออกแบบจอแบบ Full Screen ในอัตราส่วน 18:9 กินพื้นที่้ด้านหน้าของเครื่องไป 78.1% ซึ่งการขยายพื้นที่หน้าจอของ OPPO F5 ไม่ได้ทำให้คลุมทับด้านหน้าทั้งหมดด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
ขณะที่หน้าจอเลือกใช้ชนิด LTPS IPS LCD ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (1080 x 2160 พิกเซล) มีความหนาแน่นของพิกเซล 402 ppi ให้สว่างสดใสในทุกมุมมอง และรองรับ Multitouch ได้ 10 จุดตามเกณฑ์
ด้านหน้าเครื่องเหนือจอจะเป็นกล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล ลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์วัดแสงและจับระยะ ขณะที่ด้านล่างจอจะไม่มีปุ่มกดใดๆ และใช้ปุ่มแบบ On Screen Button เพื่อรองรับดีไซน์แบบ Full Screen แทน
มาดูที่ด้างข้างของเครื่องกันบ้างครับ ทางฝั่งขวาเป็นปุ่ม Power และช่องใส่ซิมแบบ Triple Slot สามารถใส่ซิมชนิด Nano-SIM ได้ทั้ง 2 ซิม และยังใส่ MicroSD Card ได้ด้วย โดยที่รุ่นนี้รองรับหน่วยความจำเสริมสูงสุด 256GB ขณะที่ฝั่งซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง
ส่วนด้านล่างเครื่องจะมีลำโพง,ไมโครโฟนสนทนา และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ขณะที่พอร์ตเชื่อมต่อของ OPPO F5 ยังคงเป็น Micro USB ส่วนขอบด้านบนจะปล่อยโล่งๆ มีรูเล็กๆสำหรับไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนเท่านั้น
พลิกดูด้านหลังจะเป็นกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซลที่นูนขึ้นมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย โดยที่มีแฟลช LED อยู่ข้างๆ ตรงกลางจะเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ค่อนข้างเนียนไปกับตัวเครื่องไม่ได้จมลึกลงไป และมีโลโก้ OPPO สีเงินสะท้อนแสงประทับอยู่ด้านล่างถัดลงมาจากเซ็นเซอร์
ในส่วนของเส้นเสารับสัญญาณก็บางเฉียบเพียง 0.4 มม.วางชิดติดขอบทั้งด้านบนด้านล่าง
ด้านแพ็คเกจที่วางจำหน่ายทั้งของ OPPO F5 และ F5 6GB จะมีทุกอย่างเหมือนกัน โดยเป็นกล่องสีขาวสองชั้นเปิดข้างในออกมาก็จะเจอกับตัวเครื่องพร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบด้วย
- เคสพลาสติกใส และเข็มจิ้มถาดซิม
- อะเดปเตอร์ชาร์จไฟ 5V 2A ไม่รองรับ VOOC พร้อมสาย Micro USB สีขาว
- หูฟัง Handset สีขาว
- คู่มือการใช้งาน พร้อมใบรับประกัน
- ฟิลม์กันรอย (ติดมาให้เรียบร้อย)
OPPO F5 มากับชิปเซ็ต Mediatek MT6763T Helio P23 ความเร็วในการประมวลผล 2.5GHz ใช้หน่วยประมวลผลกราฟฟิก Mali-G71 โดยที่มีสเปคทั้งแบบพื้นฐาน RAM 4GB ความจุตัวเครื่อง 32GB หรือจะเป็นรุ่นท็อป RAM 6GB ความจุตัวเครื่อง 64GB โดยที่คะแนนจากทาง AuTuTu Benchmark ในรุ่นปกติอยู่ที่ 68,388 คะแนน ส่วนรุ่น 6GB อยู่ที่ 69,971 คะแนน
เรื่องการเอามาเล่นเกมที่มีกราฟฟิกสูงๆทั้งสองโมเดลทำได้ไม่มีปัญหาครับ ถ้าอยากให้ชัวร์เล่นลื่นๆก็จัดรุ่นท็อปไปเลย และสำหรับใครที่เป็นสายจริงจังเกมเมอร์ใน OPPO F5 ก็มีโหมด “Game Accelertaion” ซึ่งเป็นโหมดปรับจูนประสิทธิภาพของเครื่องให้เหมาะสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ และยังตั้งบล็อคสายเรียกเข้าหรือข้อความไม่ให้เข้ามารบกวนขณะเล่นเกมได้ด้วย
สำหรับเซ็นเซอร์ต่างๆที่จำเป็นตัว OPPO F5 ก็ยัดมาให้ครบทั้ง Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor การตรวจจับ GPS ก็ทำได้เร็ว แม่นยำไม่มีปัญหา
ในส่วนของ UI ใช้ Color OS เวอร์ชั่น 3.2 ซึ่งเป็นตัวใหม่ล่าสุดครอบทับอยู่บน Android 7.1.1 Nougat ซึ่งงานดีไซน์ของเวอร์ชั่นนี้เหมือนจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจากฝั่งของ iOS ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้งานแถบเครื่องมือที่ใช้วิธีปัดหน้าจอจากล่าง หรือดูหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยการลากจอจากบนลงล่าง นับว่าเหมาะกับการใช้งานบนหน้าจอ Full Screen ที่มีสัดส่วนที่ยาวขึ้นกว่าเดิม
ด้านฟีเจอร์ก็จัดมาแน่นๆไม่ว่าจะเป็น “Split screen” หรือแบ่งหน้าจอสำหรับใช้งานสองแอปฯพร้อมกัน โดยกดที่ปุ่ม Multitask ค้างไว้ แต่อันนี้มีข้อสงสัยว่าทำไม แอปฯบางตัวที่รองรับการทำงานในฟีเจอร์นี้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ กลับไม่สามารถเปิดใช้งานใน OPPO F5 ได้
ส่วนใครที่ใช้งานแอปฯจำพวกแชท หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วต้องการจะใช้งาน 2 บัญชีพร้อมกันใน OPPO F5 ก็มีฟีเจอร์ “Clone Apps” ให้ใช้กัน แต่แอปฯที่รองรับกับฟีเจอร์นี้อาจจะยังมีไม่เยอะมากครับ
อีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจคือ “Gesture & Motions” หรือการออกคำสั่งกับเครื่องโดยการวาดนิ้วลงบนหน้าจอ อาทิเช่น แตะนิ้ว 3 นิ้วลงบนจอแล้วลากลงมาก็จะเป็นการจับภาพหน้าจอ, เคาะนิ้วบนจอสองครั้งเพื่อปลุกการทำงานของจอ, ลากนิ้วเป็นวงกลมในขณะที่จอดับเพื่อเปิดกล้อง เป็นต้น
ขณะที่การปลดล็อคตัวเครื่องของ OPPO F5 นอกจากจะใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแล้ว ก็ยังมีระบบปลดล็อคโดยใช้ใบหน้าได้ด้วยครับ ถึงแม้ว่าระบบนี้จะมีความปลอดภัยที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับใช้สแกนลายนิ้วมือ แต่เรื่องความสะดวกรวดเร็วจัดว่ากินขาด แถมทำงานในที่แสงน้อยได้ดีด้วย
สำหรับแอปฯพื้นฐานทั่วไปอย่าง Phone Manager ระบบจัดการไฟล์ในโทรศัพท์, Theme Store แอปฯสำหรับดาวน์โหลด Theme ตกแต่งเครื่อง , แอปฯเข็มทิศ หรือ วิทยุ ในรุ่น F5 ก็มีให้ใช้งานครับ
มาดูที่การถ่ายภาพกันบ้าง ถ้าพูดชื่อแบรนด์ OPPO แน่นอนว่าต้องนึกถึงความสามารถของกล้องหน้าเป็นอย่างแรก สำหรับรุ่น F5 เองก็มาพร้อมกล้องเซลฟี่ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 มีขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.8 นิ้ว และสิ่งที่เป็นจุดขายของรุ่นนี้เลยคือการมาพร้อมกับเทคโนโลยี A.I. Beauty ที่ทำให้การเซลฟี่ออกมามีความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูหลอกเป็นตุ๊กตา
เทคโนโลยี A.I. Beauty ที่ OPPO ใส่เข้ามาคือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ใบหน้าของผู้ถ่ายไม่ว่าจะเป็น เพศ, อายุ, สีผิว และประเภทของผิว ผ่านการสแกนใบหน้าด้วยจุดมาร์ค 200 จุด แล้วค่อยๆปรับแต่งโดยแบ่งพื้นที่ใบหน้าออกเป็น 15 ส่วน ซึ่งจะทำให้รูปที่ออกมาไม่ดูหลอกหรือประหลาดจนผิดธรรมชาติ ขณะที่การใช้งานก็ง่ายๆแค่เปิดโหมด Beauty แลัวเลือก Auto เท่านั้นครับ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าเปรียบเทียบระหว่าง โหมดปกติ (Auto) ฝั่งซ้าย กับโหมด Beauty (Auto) ฝั่งขวา ในสภาพแสงต่างๆ
อีกหนึ่งฟีเจอร์กล้องหน้าของ OPPO F5 อีกตัวที่อยากจะแนะนำคือ “Depth Effect” ซึ่งเป็นการใช้ซอฟท์แวร์มาช่วยกล้องหน้าในการสร้างภาพหน้าชัดหลังเบลอได้โดยไม่ต้องง้อกล้องคู่
ขณะที่กล้องหลังของรุ่นนี้ผลงานที่ได้จัดว่าไม่ธรรมดาครับ โดยตัวกล้องมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 มีระบบโฟกัสแบบ PDAF สามารถเลือกอัตราส่วนของภาพได้ 3 แบบประกอบด้วย Standard, Square และ Full Screen ซึ่งกล้องหน้าก็เลือกได้เช่นกัน
ด้านโหมดถ่ายภาพก็มีทั้ง Time-Lapse, Beauty (ไม่มีเลือก Auto เหมือนกล้องหน้า), Panorama และ Expert หรือโหมดโปรฯ ที่ปรับแต่งได้ตั้งแต่ White Balance ( 2000 – 9000k), EV ชดเชยแสง (+/-3), ISO (100-3200), Shutter Speed (1/8000 – 16s) และการโฟกัส รวมถึงตัวเลือกโหมด Ultra-HD ทีให้ความละเอียดของภาพเทียบเท่ากับ 50 ล้านพิกเซล ขณะท่การถ่ายวีดีโอได้สูงสุดที่ 1080p@30fps
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ OPPO F5
จากการทดลองถ่ายภาพมาจะเห็นว่ากล้องหลังของ OPPO F5 ให้คุณภาพของสีสันและรายละเอียดที่ครบ คมชัด ตัวโฟกัสทำได้รวดเร็วแต่จะมีหลุด หรือสั่นบ้างถ้าเจอแสงน้อย ระบบ Auto HDR ปรับโทนสีและความสว่างออกมาได้อย่างดีเยี่ยม
ด้านแบตเตอรี่ OPPO F5 ใส่มาให้ 3,200mAh เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันสบายๆ น่าเสียดายที่ไม่รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวอย่าง VOOC ที่เป็นของ OPPO เอง ขณะที่ระบบเสียงผ่านลำโพงของเครื่องก็ดังฟังชัดไม่มีปัญหา หรือถ้าใช้งานผ่านหูฟังก็มีเทคโนโลยี Real HDSound เข้ามาช่วยทำให้เสียงออกมามีมิติมากขึ้น
สรุปภาพรวมของ OPPO F5 จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนในระดับกลางที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่หน้าจอที่ใหญ่สะใจและตัวเลือก RAM ที่มีให้สูงสุด 6GB โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี AI Beauty ที่ทำให้การเซลฟี่เป็นธรรมชาติ โดยที่ความสามารถของกล้องหลังก็ไม่ได้เป็นรอง แถมยังมีระบบปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า กับราคาเริ่มต้นที่ 9,990 บาท ก็น่าจะพอให้ลองเก็บไว้พิจารณาสำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ในช่วงปลายปีนี้
ตัวอย่างภาพจากกล้องของ OPPO F5














































































