เป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่กำลังมาแรงแซงทุกทางโค้งสำหรับ Huawei P20 Series ไม่ว่าจะเป็นรุ่น P20 และ P20 Pro โดยที่รุ่นท็อปของซีรีส์ที่ชูจุดขายเรื่องการมีกล้องหลังตีแบรนด์ Leica ถึง 3 ตัว (Triple-Camera)นับว่าเป็นความแปลกใหม่ของวงการ จึงไม่แปลกใจที่ยอดจองในไทยจะทะลุเป้าตั้งแต่ 3 วันแรกที่เปิดให้พรีออเดอร์กัน ขณะที่ DxOMark เว็บไซต์จัดอันดับคุ
สเปค Huawei P20
- สัดส่วนตัวเครื่อง 149.1 x 70.8 x 7.7มม. หนัก 165 กรัม
- หน้าจอ IPS LCD ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2244 พิกเซล (429ppi) อัตราส่วน 18.7:9
- ชิปเซต Kirin 970 ประมวลผล octa-core processor (Cortex-A73 2.4GHz + A53 1.8GHz) มี GPU Mali-G72 MP12
- ติดตั้ง RAM 4GB ความจุตัวเครื่อง 128GB
- ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo คลุมด้วย EMUI 8.1
- กล้องหลังเลนส์คู่ Leica เซ็นเซอร์สี 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 กับเซ็นเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 รองรับการบันทีวีดีโอระดับ 4K และการถ่ายวีดีโอสโลโมชั่น 720p@960fps
- ลูกเล่นของกล้องหลังมีรูรับแสง f/1.6 ความสามารถ Hybrid Zoom ได้ 2 เท่า พร้อมระบบกันสั่น OIS + AIS สามารถรีโฟกัสและปรับเอคเฟคแสงหลังการถ่ายได้ ตัวกล้องมี Variable Aperture ความสามารถในการถ่ายโหมด Portrait และการถ่ายแบบ long-exposure
- กล้องหน้า Leica 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 มีโหมด Portrait ให้ใช้ และการปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า (2D Face Unlock)
- แบตเตอรี่ 3,400mAh มี Super Charge
- ระบบรักษาความปลอดภัย สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มไว 0.4 วินาที และระบบสแกนใบหน้า
- สนับสนุนการทำงานสองซิม รองรับ Wi-Fi a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2 + LE, NFC และพอร์ต USB-C
- ลำโพงสเตอริโอ
- มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP53
สเปค Huawei P20 Pro
- สัดส่วนตัวเครื่อง 155 x 73.9 x 7.8 มม. หนัก 180 กรัม
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.1 นิ้วความละเอียด 1080 x 2244 พิกเซล (408ppi)อัตราส่วน 18.7:9
- ชิปเซต Kirin 970 ประมวลผล octa-core (Cortex-A73 2.4GHz + A53 1.8GHz)ใช้ GPU Mali-G72 MP12
- ติดตั้ง RAM 6GB ความจุตัวเครื่อง 128GB
- ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo คลุมด้วย EMUI 8.1
- กล้องหลัง Leica 3 ตัว ประกอบด้วยเซ็นเซอร์สี 40 ล้านพิกเซล f/1.8, เซ็นเซอร์สีเลนส์เทเล 8 ล้านพิกเซล f/2.4 และเซ็นเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล f/1.6 รองรับการบันทึกวีดีโอระดับ 4K ฟีเจอร์ถ่ายสโลโมชั่น 720@960fps
- ลูกเล่นของกล้องหลังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ 40 ล้านพิกเซล ขนาด 1/1.7 นิ้ว ดัน ISO ได้สูงถึง 102,400 มี Optical Zoom 3 เท่า และ Hybrid Zoom ได้ 5 เท่า ระบบกันสั่น OIS + EIS สามารถรีโฟกัสและปรับเอฟเฟคแสงหลังถ่ายได้ มี Variable Aperture และโหมด Portrait ให้ใช้ พร้อมทั้งสามารถถ่ายแบบ Long-Exposure
- กล้องหน้า Leica 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 มีโหมด Portrait ให้ใช้ และการปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า (2D Face Unlock)
- แบตเตอรี่ 4,000mAh มี Super Charge
- ระบบรักษาความปลอดภัย สแกนลายนิ้วมือไว 0.4 วินาที และระบบสแกนใบหน้า
- สนับสนุนการทำงานสองซิม รองรับ Wi-Fi a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2 + LE, NFC และพอร์ต USB-C
- มี IR blaster และลำโพงสเตอริโอ
- มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP67
Huawei P20 วางจำหน่ายในไทยสนนราคาที่ 19,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Midnight Blue และ
Pink Gold ส่วน Huawei P20 Pro วางจำหน่ายในราคา 27,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Midnight Blue และ Twilight ครับ
แพ็คเกจของ Huawei P20 และ P20 Pro จะเหมือนกันคือเป็นกล่องสีขาว ฟอร์นชื่อรุ่นจะเป็นสีทองสะท้อนแสง ข้างล่างเป็นโลโก้จุดสีแดงแบรนด์ Leica ถ้าเป็น P20 จะเป็นกล้องคู่ (Dual-Camera) ส่วน P20 Pro เป็น กล้อง 3 ตัว (Triple-Camera) ส่วนอุปกรณ์ทีให้มาในกล่องก็เหมือนกันประกอบด้วย
- ตัวเครื่อง Huawei P20 และ P20 Pro ติดฟิลม์กันรอยที่จอมาเรียบร้อย
- สายแปลง USB-C เป็นช่องหูฟัง 3.5มม.
- สาย USB-C
- อะแด็ปเตอร์ชาร์จไฟ รองรับ Huawei SuperCharge
- หูฟังที่มีตัวเสียบเป็น USB-C
- คู่มือการใช้งาน กับใบรับประกัน
- เข็มจิ้มถาดซิม
*ตัวแพ็คเกจที่วางขายจะมีเคสโทรศัพท์แถมมาให้ด้วยในกล่อง แต่ตัวแพ็คเกจที่ได้มารีวิวไม่มีครับ*
- ดีไซน์ Huawei P20 / P20 Pro
Huawei P20 และ P20 Pro ใช้งานดีไซน์เครื่องที่สวยและดูดีขอบเครื่องเป็นโลหะประกบกระจกขอบโค้ง 3D ทำให้มีความมันเงาเสริมความโดดเด่นให้กับตัวเครื่องเมื่อเจอแสงสะท้อน ติดที่ว่าเป็นรอยนิ้วมือง่ายถ้าขยันเช็ดหน่อยก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ตัวบอดี้มีคุณสมบัติป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น ในรุ่น P20 อยู่ที่ IP53 ขณะที่รุ่น P20 Pro มาตรฐาน IP67
ด้านสเปคสีของทั้งสองรุ่นคือมี Black, Midnight Blue และ Pink Gold และเพื่อให้แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งทาง Huawei ก็เลยใส่สีพิเศษอย่าง “Twilight” ที่ใช้เทคนิคการ Gradient ไล่ระดับโทนสีด้วยการซ้อนทับกระจกหลายๆชั้น โดยที่รุ่น P20 จะออกโทนชมพูทอง ขณะที่ P20 Pro เป็นน้ำเงินโทนม่วงนิดๆ สำหรับเครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสี Midnight Blue ครับ
งานดีไซน์หน้าจอก็เป็นไปตามสมัยนิยม FullView Display ลดพื้นที่ขอบจอให้ได้อัตราส่วน 18.7:9 เหลือรอยบากเล็กๆด้านบน สำหรับกล้องหน้า กับลำโพงสนทนา
สำหรับใครที่ไม่ชอบรอยบากที่ว่าก็สามารถเข้าโหมดตั้งค่าเพื่อเปิดตัวถมดำแถบสเตตัสให้ดูกลืนไปกับพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่เอาเข้าจริงๆรอยบากที่ว่าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้งานครับ เพราะเวลาที่เราดูวีดีโอหรือเล่นเกมตัวหน้าจอก็จะแสดงผลมาในอัตราส่วน 18:9 ซึ่งแบบพื้นฐานทั่วไปอยู่แล้ว
หน้าจอของ Huawei P20 เป็นชนิด IPS LCD ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2244พิกเซล ความหนาแน่นเม็ดพิกเซล 429ppi ส่วน P20 Pro จะมีการแสดงผลที่ดีกว่าด้วยจอ AMOLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2244พิกเซล ความหนาแน่นเม็ดพิกเซล 408ppi ทั้งสองรุ่นรองรับ Multi-Touch ได้ 10 จุดตามมาตรฐานสากล และยังมีโหมด “Natural Tone” เพื่อปรับโทนสีหน้าจอให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมอีกด้วย
พื้นที่หน้าจอด้านล่างจะเป็นแถบ Navigation Bar ที่สิงสถิตของ 3 ปุ่มเซียนอย่าง Back, Home และ Recent App ใครไม่ชอบก็กดปิดหรือเปลี่ยนเป็นแบบอื่นๆได้ตามใจต้องการ
ถัดลงมาใต้จอจะเป็นจุดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทางผู้ผลิตเครมว่านี้เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการวางเซ็นเซอร์ตัวนี้ ขณะที่ความไวในการสแกนอยู่ที่ 0.4 วินาที สามารถจดจำลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ แถมเซ็นเซอร์นี้ยังสามารถตั้งค่าให้ใช้งานแบบ Smart Navigation สั่งการ Back, Home และ Recent App ในปุ่มเดียวได้ด้วย
พลิกมาด้านหลังการจัดวางกล้องก็ไม่ได้แตกต่างกันครับ ตัว P20 เป็นกล้องคู่ (Dual-Camera) วางเรียงแนวตั้งติดมุมซ้ายบนมีแฟลช dual tone-LED อยู่ด้านล่างของกล้อง ตัวโมดูลกล้องจะนูนขึ้นมาเล็กน้อยครับ สำหรับ P20 Pro ใช้กล้องหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) วางเรียงเหมือนกัน แต่แบ่งเป็นหนึ่งโมดูลกล้องคู่ กับหนึ่งกล้องเดียว
ตรงขอบเครื่องสำหรับรุ่น P20 Series ด้านบนจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวน ซึ่งรุ่น P20 Pro จะมีเซ็นเซอร์ IR blaster ติดมาให้ด้วย ส่วนถาดใส่ซิมอยู่ด้านซ้ายซึ่งรุ่นนี้ก็รองรับการทำงานสองซิม สแตนด์บาย 4.5G ได้ทั้งซิมหลักซิมรอง ม่รองรับหน่วยความจำเสริม สำหรับฝั่งขวาเป็นปุ่ม เปิด-ปิด และปุ่มปรับระดับเสียง
ด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C กับลำโพง Stereo Speaker พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos เรื่องความดังความคมชัดของเสียงถือว่าวางใจได้ ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5มม. ไม่มีครับทุกๆอย่างทำผ่าน USB-C อย่างเดียว
- ประสิทธิภาพการทำงานของ Huawei P20 Series
ชิปเซตที่ P20 Series ใช้เป็น Kirin 970 ประมวลผล octa-core (Cortex-A73 2.4GHz + A53 1.8GHz)ใช้ GPU Mali-G72 MP12 ด้านสเปค RAM ตัวพื้นฐานให้มา 4GB ส่วนรุ่น Pro ติดมา 6GB ความจุตัวเครื่องหรือ ROM เท่ากันที่ 128GB
จุดเด่นของชิปเซตรุ่นนี้แน่นอนว่าอยู่ที่ตัวระบบสมองกลอัจฉริยะ (AI-Artificial Intelligence) ที่ P20 Series จะเน้นไปที่งานถ่ายภาพส่วนจะมีอะไรบ้างขอเก็บไว้เล่าในหัวข้อถัดไปก็แล้วกันครับ ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้งานทั่วไปก็ไม่เป็นรองใคร โดยคะแนนจากการทดสอบบนแพลตฟอร์มต่างๆมีดังนี้
PCMark for Android (Work 2.0)
Huawei P20 : 7321
Geekbench 4
Huawei P20 : Single-Core = 1883 / Multi-Core = 6711
Huawei P20 Pro : Single-Core = 1902 / Multi-Core = 6821
AuTuTu Benchmark v7.0.7
Huawei P20 : 200051
Huawei P20 Pro : 205725
ด้านระบบปฏิบัติการของ P20 Series อยู่บนพื้นฐานของ Android 8.1 Oreo คลุมด้วย EMUI 8.1 ใช้งานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน คนที่เพิ่งมาใช้สมาร์ทโฟนของ Huawei ก็เรียนรู้ได้ไม่ยาก ขณะที่ความสามารถหลักๆก็มีให้ใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น”App-Twin” การสร้างแอปฯแฝดเพื่อให้ใช้งานสองไอดีได้ในเครื่องเดียว, “App-Lock” ล็อกแอปฯเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน, การใช้ข้อนิ้ววาดไปบนหน้าจอเพื่อสั่งงาน หรือจะเป็น “Split-Screen” แบ่งการทำงานสองจอก็มีให้ใช้เช่นกัน
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยนอกจากจะสแกนลายนิ้วมือได้ไว 0.4 วินาทีแล้ว อีกหนึ่งออฟชั่นการปลดล็อคเครื่องที่ P20 Series มีให้ใช้ก็เป็นระบบสแกนใบหน้าซึ่งทำงานได้ดีไม่มีผิดเพี้ยน
ส่วนเซ็นเซอร์ต่างๆจากการตรวจด้วยแอปฯ Sensor Box บน P20 และ P20 Pro ก็มีมาเหมือนกันทั้ง
- Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
- Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
- Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
- Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
- Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
- Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
- Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)
ในส่วนของการเชื่อมต่อนอกจากจะรองรับ 4G ได้ทั้งสองซิมแล้วก็ยังมาพร้อมเทคโนโลยี VoLTE และ VoWiFi มาให้ใช้งานกัน ขณะที่ตัว Wi-Fi ก็รองรับทั้ง a/b/g/n/ac มี Bluetooth 4.2 + LE และ NFC ส่วนการจับสัญญาณ GPS ก็แม่นยำครับ
ตัวแบตเตอรี่ Huawei P20 ให้มา 3,400mAh ขณะที่รุ่น P20 Pro ให้มา 4,000mAh ใช้งานทั่วไปอยู่ได้ทั้งวันแน่นอน แถมยังมีเทคโนโลยีชาร์จไว Super Charge ชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 58% ในเวลา 30 นาที
- ตีบวกความสามารถด้านการถ่ายภาพด้วยขุมพลัง AI
Huawei P20 Series เป็นรุ่นที่ชูจุดขายด้านการถ่ายภาพเป็นอย่างมากตามสโลแกน “Master Photography Powered by AI” หรือการนำระบบ AI มาช่วยให้ผู้ใช้ทุกระดับสามารถถ่ายภาพได้แบบมืออาชีพ โดยขยายความสามารถ “Scene Recognition” ในการช่วยตรวจจับและวิเคราะห์ฉากหลังกว่า 500 แบบ และวัตถุต่างๆ ได้ถึง 19 ประเภท พร้อมปรับการตั้งค่าต่างๆและเข้าโหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีกันสั่นรูปแบบใหม่ “A.I.S” หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวโดยใช้ความสามารถของ AI ช่วยรองรับการถ่ายภาพในช่วงเวลาแสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น
ไฮไลท์ของซีรีส์นี้ต้องยกให้ Huawei P20 Pro ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) ประทับแบรนด์ของ Leica โดยที่สเปคกล้องหลัง 3 ตัวไล่จากบนลงล่างประกอบด้วย
1.) เลนส์เทเล Optical Zoom 3 เท่า ใช้เซ็นเซอร์ RGB ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
2.) เลนส์หลักเซ็นเซอร์ RGB ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
3.) เลนส์เซ็นเซอร์ Monochrome ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6
แน่นอนว่ามีชื่อ Pro ลงท้ายความสามารถก็ต้องก็จัดเต็มยิ่งกว่ารุ่นพื้นฐานแน่นอนไม่ว่าจะเป็น Optical Zoom 3 เท่า, Hybrid Zoom 5 เท่า และ Digital Zoom 10 เท่า แถมยังเพิ่มความแม่นยำด้าน White Balance ด้วยเทคโนโลยี Color Temperature Sensor จาก Leica
ขณะที่ตัวเซ็นเซอร์ในรุ่น Pro ก็มีขนาดใหญ่ถึง 1/
มาดูที่กล้องของ Huawei P20 กันบ้างในรุ่นนี้ใช้กล้องหลังคู่ (Dual-Camera) เซ็นเซอร์ RGB ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 กับเซ็นเซอร์ Monochrome 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 โดยที่ตัวเซ็นเซอร์รุ่นนี้มีขนาดอยู่ที่ 1/2.3 นิ้ว ขนาดพิกเซลที่ใหญ่ถึง 1.55µm
สำหรับกล้องหน้าของ Huawei P20 Series มีความละเอียดเท่ากันที่ 24 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยแต่งภาพให้สวย และฟีเจอร์ 3D Portrait Lighting โหมดจัดแสงแบบในสตูดิโอช่วยให้ถ่ายเซลฟี่ได้สวยเป็นธรรมชาติ เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน และถูกต้องตามองค์ประกอบแบบ 3 มิติ โดยทีโหมดการจัดแสงทั้ง Soft Lightning, Butterfly Lightning, Split Lightning, Stage Lightning และ Classic Lightning ซึ่งโหมดนี้สามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนะ
ด้านโหมดการถ่ายภาพใน P20 Series ก็มีให้เลือกใช้งานเพียบ แต่ไฮไลท์ที่อยากให้ลองกันคือตัว Night Shot หรือโหมดการถ่ายในที่แสงน้อย ผ่านการลากชัตเตอร์ประมาณ 4 วินาที ผสมกับการซ้อนภาพเพื่อดึงรายละเอียดของภาพให้สว่างและคมชัดที่งานนี้ไม่ต้องพึ่งขาตั้งกล้องกันเลยทีเดียว
สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพแสงไฟก็มีโหมด Light Painting มาให้เล่นกัน แต่การใช้งานในโหมดนี้แนะนำว่าควรมีขาตั้งกล้องช่วยครับ
ขณะที่โหมดถ่ายภาพในโหมด Pro สามารถปรับได้ทั้ง รูปแบบการวัดแสง, การโฟกัส, ค่า White Balance , ปรับ ISO ตั้งแต่ 50-3200, สปีดชัตเตอร์ 1/4000-30 วินาที และระบบชดเชยแสง EV +-4
อีกหนึ่งจุดที่มีการปรับปรุงขึ้นมาคือด้านการถ่ายวีดีโอที่ Huawei P20 Series มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 6 แกน (Six Axis) และฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอในโหมด Slow Motion ที่ 720p@960fps เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 240fps พร้อมด้วยระบบการจับโฟกัสตามวัตถุแบบ 4 มิติ (4D Predictive Focus) สามารถจับและคาดการณ์การเคลื่อนไหวของวัตถุและจับโฟกัสตามติดได้โดยอัตโนมัติ
จากทั้งหมดที่กล่าวมาต้องยอมรับเลยครับว่า Huawei P20 Series คือเรือธงที่มีความครบและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ที่สวยล้ำ ผสานระหว่างงานศิลปะกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ขณะที่ตัวกล้องเองก็โดดเด่นสมราคาคุยมีฟีเจอร์ให้ใช้งานได้อย่างครบเครื่อง
สำหรับราคาขายในไทยในรุ่น Huawei P20 อยู่ที่ 19,990 บาท ส่วน Huawei P20 Pro ราคา 27,990 บาท จัดว่าคุ้มค่าเอามากๆครับ ด้านรายละเอียดของกล้องของ P20 Pro แบบเต็มๆเรามีการทำแยกมาอีกบทความอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลย
ลงลึกกล้องหลัง 3 ตัวของ HUAWEI P20 PRO สุดยอดสมาร์ทโฟนที่ DXOMARK ให้การการันตี
- ตัวอย่างภาพจากกล้อง Huawei P20 / P20 Pro





















































