เป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่ทาง Xiaomi เลือกส่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย กับ Mi A1 สมาร์ทโฟนสาย Pure Android ซึ่งเปิดตัวต่อหน้าชาวโลกไปเมื่อเดือนกันยายน ก่อนจะเข้ามาเปิดพรีออเดอร์ในไทยในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง
สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มากับสโลแกน “ผลิตโดย Xiaomi ขับเคลื่อนโดย Google” (Created by Xiaomi, Powered by Google) เนื่องจากเป็น Mi A1 เป็นสมาร์ทโฟนที่อยู่โครงการ “Android One” สมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android แบบ Stock ไม่ผ่านการปรับแต่งใดๆ พร้อมรับประกันการอัพเดตจาก Google เป็นระยะเวลา 2 ปี
ส่วนสเปคของ Xiaomi Mi A1 มีดังนี้
- จอ LTPS IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD (1080 x 1920p) ครอบทับกระจกขอบโค้ง 2.5D
- ขนาดเครื่อง 155.4 x 75.8 x 7.3 ม.ม. น้ำหนัก 165 กรัม
- ชิปประมวลผล Octa-core Snapdragon 625 ใช้ GPU Adreno 506
- RAM 4GB ความจำตัวเครื่อง (ROM) 64GB รองรับ Micro SD สูงสุด 128GBMicro SD สูงสุด 128GB
- กล้องหลังคู่ เลนส์ไวด์ 12 ล้านพิกเซล กับเลนส์เทเล 12 ล้านพิกเซล มี Optical Zoom X2 ขนาดเม็ดพิกเซล 1.25µm ติดแฟลช Dual-tone LED
- กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
- มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ,ระบบส่งสัญญานอินฟาเรด IR blaster และช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม.
- รองรับการทำงาน 2 ซิม (Nano-SIM) แบบไฮบริดจ์สล็อต
- รองรับสัญญาน 3G, 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n (2.4/5GHz), Bluetooth 4.2, GPS, GLONASS
- แบตเตอรี่ 3080mAh ใช้พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C
- สีที่เปิดตัว ชมพู ทอง และ ดำ
- รันกับ Android 7.1.2
- ราคาในไทย 7,990 บาท
เริ่มต้นแกะกล่องกันครับ สำหรับ Xiaomi Mi A1 ที่เอามารีวิวเป็นรุ่นที่วางขายกันในไทยครับ ตัวกล่องเป็นสีขาว ด้านหน้าเป็นรูปตัวเครื่อง ชื่อรุ่น และมีโลโก้ Android One อยู่บริเวณมุมซ้ายบน ด้านหลังกล่องเป็นรายละเอียดสเปคแบบคราวๆ ส่วนด้าน ซ้าย-ขวา จะมีแถบ “Global Version” สีส้ม ขณะที่ภายในตัวกล่องจะประกอบด้วย
- เครื่อง Xiaomi Mi A1
- เข็มจิ้มถาดซิม
- ใบคู่มือการใช้งาน และเอกสารการรับประกัน
- สาย USB Type-C และอะแดปเตอร์ชาร์จไฟสีขาว
ดีไซน์ของ Mi A1 เรียกว่าถอดมาจากตัว Mi 5X ทั้งดุ้น แต่จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆบ้างเล็กน้อย เริ่มจากตัวบอดี้เป็นโลหะทั้งชิ้นสัดส่วนกำลังเหมาะมือ 155.4 x 75.8 x 7.3 ม.ม. หนักแค่ 165 กรัม
กล้องคู่ของ Mi A1 ถูกจัดวางในลักษณะแนวนอนอยู่มุมซ้ายบนครับ โดยที่มีแฟลช Dual-tone LED ติดตั้งไว้ทางฝั่งซ้ายของกล้อง ขณะที่ตัวลายเส้นเสารับสัญญานถูกวางไล่ตามเส้นขอบบนและล่างเป็นลักษณะตัว “U” และทำสีให้กลืนไปกับตัวเครื่อง ตรงกลางด้านหลังเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ถัดลงมาเป็นโลโก้แบรนด์ Xiaomi และตรา Android One
พลิกมาด้านหน้าเป็นจอ LTPS IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว กินพื้นที่ 70.1% ของเครื่อง ครอบทับกระจกขอบโค้ง 2.5D Corning Gorilla Glass 3 ส่วนบนเป็นไฟ LED แจ้งสถานะ ,กล้องหน้า ,ลำโพงฟังเสียงสนทนา และ เซนเซอร์วัดแสง ด้านล่างจะเป็นปุ่ม Recent Apps , Home และ Back แบบสัมผัส ซึ่งจะมีไฟขึ้นเมื่อกดใช้งาน
ขอบด้านบนเครื่องปล่อยโล่งๆมีรูไมโครโฟน กับตัวส่งสัญญานอินฟาเรด IR blaster ขณะที่ด้านล่างอัดแน่นไปด้วยช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. , ไมโครโฟน ,พอร์ต USB Type-C และลำโพง ซึ่งตัวไมค์คู่ใน Mi A1 มีระบบตัดเสียงรบกวนที่พัฒนาโดย Fortemedia รับประกันความคมชัดตลอดการสนทนา
ทางฝั่งขวาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม Power ส่วนฝั่งซ้ายเป็นช่องไฮบริดจ์สล็อตที่เลือกได้ว่าจะใส่ Nano SIM ทั้งสองช่อง หรือจะเป็น Nano SIM กับการ์ดหน่วยความจำ MicroSD ที่รองรับได้สูงสุด 128GB โดยที่รุ่นนี้ซิมหลักจะรองรับการใช้งาน 4G และซิมรองเป็น 3G
มาดูที่การใช้งานกันบ้าง Xiaomi Mi A1 มากับระบบปฏิบัติการณ์ Android Nougat เวอร์ชั่น 7.1.2 และเนื่องจากเป็นสมาร์ทโฟน Pure Android จึงไม่มี MIUI ที่เป็นของ Xiaomi มาครอบทับ ข้อดีคือการใช้ง่าย ลื่นไหล และจะได้อัพเดตเป็น Android 8.0 Oreo อย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้ พร้อมทั้งการรับประกันว่าจะสามารถอัพเดตได้ยาวถึง Android P ที่จะมาในปีหน้าอีกด้วย
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสสมาร์ทโฟนสายพันธุ์นี้มาก่อนก็อาจจะรู้สึกว่ารุ่นนี้ดูจางๆ ขาดลูกเล่น และไม่ค่อยมีอะไรให้ปรับแต่งกันมากนัก ซึ่งจุดนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนครับ
ตัวหน้าจอเป็น LTPS IPS LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD อัตราส่วนการแสดงผลอยู่ที่ 16:9 ให้ภาพที่คมชัด สีเป็นธรรมชาติ ด้วยความหนาแน่นของพิกเซล 403ppi รองรับ Muti-Touch ได้ 10 จุด ขณะที่การแสดงผลกลางแจ้งก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา
Mi A1 สามารถใช้งานฟีเจอร์ Multi Window แบ่งแอพเป็นสองหน้าจอได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนที่เป็น Android 7.0 วิธีเรียกใช้ก็ง่ายๆแค่กดปุ่ม Recent Apps ค้างไว้ครับ
ขณะที่ตัวส่วนคุณภาพเสียงของรุ่นนี้มีเทคโนโลยี DHS Audio ที่เป็นอัลกอริทึมปรับเสียง DHS เพื่อให้เหมาะกับเอาต์พุตลำโพงหรือหูฟัง และมี SOC (Standalone audio amplifier) แอมป์ที่ช่วยในการขยายเสียงได้ 10V
ด้านระบบประมวลผลของ Mi A1 เป็นชิปเซต Snapdragon 625 หน่วยประมวลผล Cortex-A53 Octa-core 2.0 GHz ใช้ GPU Adreno 506 ตัว RAM 4GB ความจุตัวเครื่องแบบ eMMC 64GB เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปบวกกับเล่นเกมที่ไม่ต้องอัดกราฟฟิกจัดๆได้สบายครับ โดยคะแนนทดสอบ AnTuTu ของรุ่นนี้อยู่ที่ 62,xxx คะแนน
การตรวจจับ GPS ของรุ่นนี้ก็ทำได้อย่างแม่นยำ และใส่ระบบเซ็นเซอร์ที่จำเป็นมาให้ครบ
ขณะที่ระบบสแกนลายนิ้วมือรวดเร็ว แม่นยำ สามารถแตะปลดล็อคเครื่องได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปลุกหน้าจอก่อน และยังสามารถใส่ลายนิ้วมือเข้าระบบได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ
แบตเตอรี่ของ Mi A1 เป็นลิเทียมไอออนไม่สามารถถอดเองได้ให้ความจุมา 3080mAh ผลการทดสอบในต่างประเทศพบว่ารุ่นนี้รองรับการใช้งานได้นานสุด 87 ชั่วโมง คุยโทรศัพท์ได้นานต่อเนื่อง 20 ชั่วโมง เล่นเว็บต่อเนื่อง 13 ชั่วโมง และเล่นวีดีโอได้ต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง ซึ่งถ้าวัดเป็นการใช้งานทั่วไปก็อยู่ได้ 1 วันสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเทคโนโลยี Quick Charge มาให้
เข้าเรื่องกล้องกันบ้าง Xiaomi Mi A1 ค่อนข้างชูจุดขายเรื่องกล้องคู่เป็นอย่างมากครับ จนถึงขั้นกล้าเคลมตั้งแต่วันเปิดตัวว่า “12 ล้านพิกเซล + 12 ล้านพิกเซล กล้องคู่แบบฉบับเรือธง เหมือนกับใน iPhone 7 Plus” (12MP + 12MP flagship dual camera setup ,Similar to iPhone 7 Plus)
ตัวกล้องหลังแบบคู่ของ Mi A1 มีความละเอียดเท่ากันที่ 12 ล้านพิกเซล ในแต่ละเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 5 ชิ้น ค่ารูรับแสงกว้างสูงสุด f/2.2 กับ f/2.6 ตัวเม็ดพิกเซลขนาด 1.25um สามารถเก็บแสงได้ดีกว่าเซ็นเซอร์สมาร์ทโฟนทั่วไป 56% และใช้ระบบโฟกัสแบบ PDAF
กล้องคู่เหมือนกับ iPhone 7 Plus คือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเลนส์ไวด์และเลนส์เทเล โดยมีระบบอัลกอริทึม Deep Learning จับระยะ ตื้น-ลึก ของแบบ โดยที่ตัวกล้องรุ่นนี้สามารถซูม Optical ได้ 2 เท่าถ้าเป็น Digital Zoom จะได้ 10 เท่า
หน้าตาของโหมดกล้องเป็นแบบ MIUI มีฟิลเตอร์สำหรับแต่งภาพแบบเรียลไทม์ ขณะที่โหมดถ่ายภาพด้วยกล้องหลังก็มีทั้ง Panorama , Timer , Audio ,Straighten ,Beautify ,Group selfies, Tilt-shift ,Square ,HHT และ Manual ที่มีให้เลือกปรับกันทั้ง White balance ตั้งแต่ 2000-8000K เลือกระยะโฟกัสได้ เลือกสปีดชัตเตอร์ได้ตั้งแต่ 1/1000s – 1/15s ดัน ISO ตั้งแต่ 100-3200 พร้อมทั้งเลือกได้ว่าจะถ่ายด้วยเลนส์ไวด์ หรือเลนส์เทเล
แต่ที่ต้องซูฮกให้กับรุ่นนี้เลยคือตัวโหมด Portrait ที่สามารถเก็บขอบแยกตัวแบบออกจากฉาก สร้างมิติหน้าชัดหลังเบลอได้ในระดับที่เนียนมีความเป็นธรรมชาติมากๆ ติดที่ว่า Mi A1 ไม่สามารถปรับระดับโบเก้ได้ทั้งในระหว่างการถ่ายและหลังถ่าย
ด้านระบบโฟกัสแบบ PDAF และการโฟกัสแบบตรวจจับใบหน้า ก็ทำได้อย่างรวดเร็วแม้จะอยู่ในจุดที่สภาพแสงไม่คงที่ ถ้าเป็นการถ่ายในสภาพแสงปกติสมาร์ทโฟนรุ่นนี้สอบผ่านสบายๆ เก็บรายละเอียด ให้สีสันที่เป็นธรรมชาติ
แต่ในทางกลับกันถ้าเจอสภาวะแสงน้อยเข้าไปก็จะเห็นจุดนอยส์รบกวนชัดเจนครับ สำหรับการถ่ายวีดีโอด้วยกล้องหลังของรุ่นนี้จะอยู่ที่ 2160p (30fps) กับ 720p (120fps)
ในส่วนของกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล บันทึกวีดีโอได้ในระดับ 1080p ตัวโหมดที่มีให้เล่นก็ทั่วๆไป อย่าง Timer ,Audio , Group Selfies และแน่นอนว่ามี Smart Pro Beautify โหมดหน้าเด้งซึ่งปรับระดับความเรียวและความเนียนของใบหน้าของใบหน้าได้
โดยรวมแล้ว Xiaomi Mi A1 น่าจะตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนกล้องคู่ที่ให้ความคุ้มค่า ในระดับราคาที่ไม่แรงมาก ซึ่งถ้าถ่ายในที่แสงปกติบอกเลยว่ารุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ขณะที่รูปแบบการใช้งานไม่ซับซ้อนตามแบบฉบับ Pure Android สามารถรองรับการทำงานพื้นฐานทั่วไปได้อย่างแน่นอน
สำหรับรุ่นนี้สนนราคาที่ 7,990 บาทครับ สามารถจับจองได้ทั้งจากช่องทางออนไลน์ Lazada , 11Street และ Shopee หรือจะเป็นหน้าร้าน Authorized Mi Store ที่อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง จนถึงหน้าร้านสินค้าไอทีชั้นนำทั่วไปได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ
ตัวอย่างภาพจากกล้องของ Xiaomi Mi A1
































































