นักวิชาการตั้งโต๊ะถก การจัดสรรคลื่นความถี่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แนะภาครัฐควรเปลี่ยนวิธีเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมเปิดทางให้เอกชนทำหน้าที่บริการได้อย่างอิสระ โดยมีภาครัฐเป็นผู้ดูแล
ที่ห้องประชุมสุรเกียรติ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดสัมมนา “การจัดสรรคลื่นความถี่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งงานนี้ดำเนินรายการโดย ดร.ณัชพล จิตติรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คลื่นความถี่ และแนวทางการจัดสรร
ก่อนเข้าสู่หัวข้อของงาน รท.ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประจำรองประธานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้อธิบายความหมายของคลื่นความถี่ไว้ดังนี้
คลื่นความถี่คือ คลื่นวิทยุหรือคลื่นแฮตราเซียน ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำกว่า 3 ล้านเมกะเฮิร์ซ ที่แพร่กระจายในที่ว่างปราศจากสื่อนำที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งตัวคลื่นความถี่ไม่เหมือนกับทรัพยากรทางธรรมชาติ มีบางส่วนที่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโลยีด้านการสื่อสาร
วัตถุประสงค์ของการบริหารคลื่นความถี่ก็เพื่อทำให้มั่นใจว่ามีการใช้งานคลื่นวิทยุอย่างเหมาะสมทั้งในแง่สังคมและเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องมือในการจัดการประกอบด้วย การวางแผนการกําหนด
ในมุมมองของ รท.ดร.เจษฎา มองว่า การจัดสรรคลื่นความถี่มีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นว่าจะต้องคิดถึงแต่การประมูลเสมอไป ในการเรียนการสอนโทรคมนาคมไม่มีสถาบันไหนสอนให้เอาคลื่นความถี่มาขาย
“เราต้องคิดต่อว่าจะกำหนดรูปแบบการจัดสรรคลื่นอย่างไร หากมองคลื่นความถี่เป็นสินค้าที่เอามาให้บริการ แบ่งเป็น 4 แบบ คือ Private goods คลื่นความถี่ที่ให้เป็นการเฉพาะได้มาด้วยการประมูล คนอื่นจะมาใช้ร่วมไม่ได้ , Club goods การใช้ความถี่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกใช้บริการได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต , Common goods คลื่นความถี่ทั่วไปที่ใครจะใช้บริการก็ได้ไม่มีไลเซ่นท์ใบอนุญาต และ Public goods คลื่นความถี่สาธารณะที่ใครจะใช้ก็ได้กีดกันไม่ได้
สมัยก่อนกฏหมายมองคลื่นความถี่เป็นสิ่งที่ต้องประมูลเท่านั้น ไม่ได้คำนึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้ ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อนประมูลมากกว่าหลังประมูล การกำหนดราคาคลื่นความถี่ต้องเป็นราคาที่ผู้อยู่ในธุรกิจอยู่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการกีดกันหรือทำลายผู้ประมูลรายใดรายหนึ่ง โดยไม่มีกลไกะเตือนให้กระบวนการประมูลยุติ การทำให้ความโปร่งใสและเหมาะสมต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
การจัดสรรคลื่นความถี่ในมุมมองกฏหมาย
ขณะที่ ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ได้พูดถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ในมุมของกฏหมาย ที่แตกต่างจากมุมด้านเทคนิค ซึ่งภายใน กสทช. เองก็มีแนวคิดหลายหลากหลาย ฝ่ายที่บอกว่าต้องประมูลก็จะยกเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับเทคนิคแต่จะมองด้านความเป็นธรรมเป็นหลัก
“ที่ผ่านมาเราใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือในการจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับดูแล เมื่อจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลจึงต้องคิดว่าควรทำอย่างไร หากทำแบบเดิมที่เปิดให้เอกชนแข่งขัน มีรัฐเป็นคนจัดสรรคลื่น แต่พอถึงคราวมีปัญหารัฐก็เรียกเอกชนมาสั่ง ซึ่งไม่ใช้วิธีแบบเอกชนแต่เป็น รัฐองค์กรกลายเป็น Super Operation
การจัดสรรคลื่นความถี่รัฐต้องถามตัวเองว่าจะเลือกแบบไหน เมื่อจัดสรรแล้ว ในการให้บริการ เราจะให้เอกชนขับเคลื่อน หรือขับเคลื่อนด้วยรัฐ ถ้าเลือกรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นใครออกมาพูดอะไรแนวโน้มก็อาจจะเป็นแบบนี้ เราก็จะได้เห็นขั้นตอนต่างๆที่คลี่คลายมาเป็นทางของรัฐ ซึ่งมันอาจจะออกมาดีก็ได้ ไม่ได้บอกว่าไม่ดี
ถ้าให้เอกชนนำ ก็ให้เอกชนทำถ้าทำได้ตามหลักเกณฑ์ รัฐหรือ กสทช. ก็ควรสร้างสภาพแวดล้อมดูแลห่างๆ ถ้าจะทำอะไรก็ทำเฉพาะสิ่งที่เอกชนทำไม่ได้ คิดว่าร่างพ.ร.บ. กสทช.ที่ทำอยู่ต้องให้ความชัดเจนทั้งการประมูล การกำกับดูแล และการแข่งขันกัน โดยเน้นให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”
นักวิชาการกระตุ้นให้เปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่
อาจารย์สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยว่า เมื่อแนวคิดเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ถูกมองเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ แรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีที่สำคัญจึงมี 5 ส่วนหลักๆอย่าง Digital,Convergence,IoT,Ultra-Wide Band / Muti Band และ SDR การจัดสรรคลื่น หรือการกำกับดูแลแบบเดิมๆจะไม่เพียงพอต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ
“การจัดสรรคลื่นแบบเดิมจะเป็นอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา การจัดสรรคลื่นหรือการกำกับดูแลต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง ความท้าทายในการประมูลคลื่นความถี่ในเวลานี้คือการนำเอาคลื่นความถี่ที่เคยมีผู้ใช้งานอยู่กลับมาประมูลจะทำได้หรือไม่ , วิธีการประมูลที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ,การบริหารจัดการควรให้ความสำคัญกับอะไร ,โอกาสในการซื้อขาย ,การสลับหรือโอนความถี่จะมีความยืดหยุนเพียงใด ,การกำหนดราคาและคำนวณมูลค่าคลื่นให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงจะทำอย่างไร
สุดท้ายคือรูปแบบการประมูลคลื่นความถี่ในอนาคต การเลือกลำดับความสำคัญระหว่างประสิทธิภาพการประมูลที่นำเงินเข้ารัฐจำนวนมาก หรือประโยชน์ที่สังคมและประชาชนจะได้จะเป็นตัวกำหนดขั้นตอนต่างๆที่จะตามมา แต่ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือการแข่งขันที่เป็นธรรม ความโปร่งใส และรายได้ที่จะเข้ารัฐเป็นสิ่งที่สังคมต้องการอยู่แล้ว”





