กลุ่มเจมาร์ท ประกาศแผนปี 2561 เผยฝั่งเจมาร์ท โมบาย มีการเติบโตมากกว่าภาพรวมตลาดฯ ในปีที่ผ่านมา เตรียมรุกขยายสาขาเพิ่มอีก 75 สาขา และเปิดตัว Jaymart Digital Store ร้านแรกในประเทศที่นำ AI เข้ามาสร้างความแปลกใหม่ในการบริการให้กับลูกค้า พร้อมกับการบุกตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.jaymartstore.com
โดยแนวโน้มตลาดโทรศัพท์มือถือในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ผู้ผลิตแบรนด์ชั้นนำทยอยออกสินค้ารุ่นใหม่มาเอาใจผู้บริโภค คาดว่าในสิ้นปีนี้ตลาดรวมมือถือในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท จากปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 110,000 ล้านบาท และในปี 2560 ที่ผ่านมา เจมาร์ท โมบาย มีการเติบโตมากกว่าภาพรวมตลาดฯ และสามารถจำหน่ายมือถือได้กว่า 1.2 ล้านเครื่อง
สำหรับปี 2561 เจมาร์ท โมบาย วางงบลงทุนรวมไว้จำนวน 130 ล้านบาท ตั้งเป้าเติบโต 30% เมื่อเทียบกับปี 2560 จากกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sale Growth) มากกว่า 10% ผ่านการบริหารแบรนด์หลักของบริษัทฯ ทั้ง Samsung, Apple, Huawei, OPPO และ vivo รวมทั้งการขยายสาขาใหม่ในปีนี้รวม 75 สาขา แบ่งเป็น เจมาร์ท ช้อป 20 สาขา, เจ คาเมร่า 20 สาขา, แบรนด์ช้อป 20 สาขา และพร้อมประเดิมเปิดเจมาร์ทในสาขาของซิงเกอร์ 15 สาขา
นอกจากนี้ยังเตรียมรีโนเวทเจมาร์ท ช้อป และมีแผนการจัดงานอีเว้นท์ 32 งาน เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น มอบประสบการณ์การซื้อสินค้าของลูกค้าที่แตกต่างจากคู่แข่ง เตรียมเปิด Jaymart Digital Store ร้านแรกในประเทศ พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างความแปลกใหม่ในการบริการให้กับลูกค้า และรุกตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.jaymartstore.com โดยตั้งเป้าการขายผ่านออนไลน์ปีนี้เริ่มต้นที่ 500 ล้านบาท
อีกทั้งยังเปิดตัว Jay Pay ให้ลูกค้าสามารถจ่ายบิลและชำระค่าบริการได้ที่เจมาร์ททุกสาขา โชว์ความโดดเด่นในเรื่องบริการ ซึ่งเป็นรายเดียวที่เสนอประกันเครื่องให้ลูกค้านานถึง 30 วัน พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์เรื่องประกันมือถือให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น และจับมือบริษัทในเครืออย่าง เจ ฟินเทค ในการนำ J Money สนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อ หรือจับมือ เจ อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในการใช้ประกันต่างๆ แบบครบวงจรในด้านสินค้าและบริการ เสริมทัพธุรกิจมือถือปีนี้ให้โดดเด่นต่อเนื่องได้
ทั้งนี้ กลุ่มเจมาร์ทยังพร้อมเปิดเกมรุกธุรกิจการเงินด้วยเทคโนโลยี FinTech เนื่องการเห็นโอกาสจากการทำธุรกิจร่วมกันในกลุ่ม ซึ่งเตรียมนำบริษัท เจ ฟินเทค จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยคาดว่าจะไฟลิ่งได้ภายในปี 2561 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2562 ระดมทุนเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นตามที่วางไว้ หรือปล่อยสินเชื่อซึ่งมียอดลูกหนี้สินเชื่อคงค้างกว่า 3,200 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2561 จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท
อีกทั้ง เตรียมใช้เทคโนโลยี FinTech และ Blockchain เพื่อรองรับอนาคตทางการเงินของโลก โดยมี บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) บริษัทในเครือ ประกาศเกาะกระแสโลกเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ระดมทุนครั้งแรกด้วยดิจิทัล โทเคน (Initial Coin Offering: ICO) ในชื่อ JFin Coin สร้างมิติใหม่ให้กลุ่มเจมาร์ท และนำเอา Blockchain เข้ามาใช้เป็นรายแรกของประเทศ
สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น เช่น บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J ก็ตั้งเป้ารายได้เติบโต 30% จากปีก่อน และวางงบลงทุนไว้จำนวน 720 ล้านบาท จากแผนพัฒนาธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าศูนย์โทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ IT JUNCTION โดยสิ้นปี 2560 มีจำนวน 52 สาขา และในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 8 สาขา รวมถึงธุรกิจศูนย์การค้าชุมชนภายใต้ชื่อ The Jas ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ The Jas วังหิน, The Jas รามอินทรา ที่มีการรีโนเวทใหม่ในปีที่ผ่านมา และ Jas Urban ศรีนครินทร์ เป็นสาขาล่าสุดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในปีนี้ยังเตรียมออกแอพพลิเคชั่น J Smile เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของศูนย์การค้าอีกด้วย
ด้านบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ Singer ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 35% จากปีก่อน และวางงบลงทุนไว้กว่า 3,000 ล้านบาท จากการขยายสินค้าและบริการ โดยเน้นการขายสินค้าเพื่อการพาณิชย์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าประเภทธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาทิ ตู้แช่ เครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ และตู้เติมเงินรูปแบบใหม่ ผ่านตัวแทนจำหน่ายของบริษัทฯ รวมทั้งใช้ความได้เปรียบสำหรับช่องทางรากหญ้า เร่งยอดธุรกิจสินเชื่อรถทำเงิน บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ รวมถึง สินเชื่อไมโคร และนาโนไฟแนนซ์ ทั้งนี้ Singer มีแผนขยายสาขาและช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเปิดตัว Singer Franchise ซึ่งเน้นคอนเซ็ปต์ใครๆ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจซิงเกอร์ได้ ตั้งเป้าขยายสาขาเป็น 350 สาขา ภายในปี 2563