หลังจากปล่อยให้ Nokia 3, Nokia 5, และ Nokia 6 เข้ามาปูทางเพื่อประกาศการกลับมาทำตลาดในประเทศไทยได้สักระยะ ก็เป็นเวลาอันเหมาะสมแล้วที่ทาง HMD Global จะได้ออกหมัดเด็ด ส่งโมเดลเรือธงอย่าง Nokia 8 เข้ามาลุยกับเค้าบ้าง
สเปคของ Nokia 8
- จอภาพ IPS ขนาด 5.3” ความละเอียด QHD (2560 x 1440p)
- ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 835 Octa core (4 2.5GHz Qualcomm Kryo + 4 1.8GHz Kryo)
- RAM (LPPDDR4X) 4GB + ROM UFS2.1 64 GB
- กล้องหลังเลนส์ ZEISS แบบคู่เซ็นเซอร์สี (RGB) 13 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS + เซ็นเซอร์ขาวดำ (Monochrome) 13 ล้านพิกเซล ขนาดเม็ดพิกเซล 1.12um รูรับแสง f/2.0 มุมมองรับภาพกว้าง 76.9 องศา มีระบบโฟกัส PDAF ติดตั้ง IR range และ แฟลช Dual tone LED
- กล้องหน้าเลนส์ ZEISS ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มีระบบโฟกัส PDAF ขนาดเม็ดพิกเซล 1.12um รูรับแสง f/2.0 มุมมองรับภาพ 78.4 องศา ใช้ระบบแฟลชจอภาพ (Display Flash)
- มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบไม่ต้องเปิดจอ
- แบตเตอรี่แบบถอดไม่ได้ ขนาด 3090mAh รองรับ Quick Charge 3.0
- สนับสนุนเครือข่ายและการเชื่อมต่อ LTE Cat. 9, 3CA, 450Mbps DL/50Mbps UL, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac (MIMO), BT 5.0, GPS/AGPS+GLONASS+BDS, NFC (sharing), ANT+
- รองรับ MicroSD สูงสุด 256GB และรองรับการทำงานสองซิมแบบไฮบริดจ์สล็อต ( 1 NanoSIM + 1 NanoSIM or MicroSD)
- ตัวเครื่องป้องกันน้ำกระเซ็น Splashproof (IP54)
- ระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1 Nougat
- ตัวเครื่อง ขนาด 151.5 x 73.7 x 7.9 มม. หนัก 160 กรัม
- มี 4 สีให้เลือก คือ น้ำเงินขัดเงา (Polished Blue), ทองแดงขัดเงา (Polished Copper), น้ำเงินด้าน (Tempered Blue) และ เงินโลหะ (Steel)
- ราคา 19,500 บาท
ภายในกล่องนอกจากตัวเครื่อง Nokia 8 แล้ว ก็ยังใส่พวกอุปกรณ์พื้นฐานมาให้ครบไม่ว่าจะเป็น ใบคู่มือการใช้งาน ,เข็มจิ้มถาดรองซิม ,สาย Type-C USB 3.1 ,อะแดปเตอร์ชาร์จไฟที่รองรับ QuickCharge 3.0 และชุดหูฟังมาตรฐานแบบ In Ear
การออกแบบ Nokia 8 ไม่ฉีกจาก 3 รุ่นก่อนหน้านี้ครับ เรียบหรูดูดี ฝาหลังโค้งรับกับฝามือ บอดี้พรีเมี่ยมด้วยวัสดุ Aluminium series 6000 ขึ้นรูปทั้งชิ้นเดียวในแบบยูนิบอดี้ ให้สัมผัสกับน้ำหนักที่แข็งแรง ทนทาน พร้อมด้วยมาตรฐานกันน้ำสาดระดับ IP54
ตัวเครื่องด้านหลังประทับตรา Nokia ตรงกลาง วางกล้องหลังเลนส์คู่ในแนวตั้งพร้อมด้วยโลโก้ ZEISS เล็กๆขั้นระหว่างตัวกล้องกับส่วนที่เป็นเซ็นเซอร์ และแฟลช Dual tone LED
พลิกมาด้านหน้าเป็นจอ IPS เคลือบ Polarized ขนาด 5.3 นิ้ว ความละเอียด QHD คลุมด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 ตัวขอบโค้งมนแบบ 2.5D ด้านบนของจอเป็นลำโพงสนทนาประกบข้างด้วย กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล และโลโก้ของ Nokia
ส่วนล่างของจอจะมีปุ่ม 3 ปุ่มไล่มาจากทางซ้ายเป็นปุ่ม “Back” กดเพื่อย้อนกลับ ตรงกลางเป็นปุ่ม “Home” แบบ Solid-State ซึ่งเป็นปุ่มแบบสัมผัส เมื่อมีการออกแรงกด ตัวปุ่มจะไม่ยุบลงไปแต่จะตอบสนองด้วยการสั่นเบาๆแทน ซึ่งนอกจากจะเป็นปุ่ม Home แล้วก็ยังเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วยครับ
สุดท้ายฝั่งขวาเป็นปุ่ม “Recent Apps” สำหรับดูรายการแอปฯที่เปิดไว้ทั้งหมด และยังเป็นปุ่มเรียกใช้งานฟีเจอร์ Multi-Window สำหรับเปิดใช้งานสองหน้าจอด้วย
มาดูที่รอบๆตัวเครื่องด้านบนจะเป็นช่องหูฟัง 3.5มม. ฝั่งขวาเป็นพื้นที่ของปุ่มปรับระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง
ขณะที่ฝั่งซ้ายเป็นช่องใส่ถาดซิมแบบ ไฮบริดจ์ สล็อต ที่ให้เลือกใส่ได้ตามความต้องการว่าจะใช้เป็นสองซิม หรือ 1 ซิม กับ 1 หน่วยความจำเสริม ด้านล่างเป็นช่องไมโครโฟน พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C และลำโพง
เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาก็จะเจอกับหน้าตา UI อันเรียบง่ายของ Nokia 8 ที่เป็นสมาร์ทโฟน Pure Android บนระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1 Nougat ซึ่งมีการติดตั้งแอป Nokia Mobile Care สำหรับช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่างๆ
ขุมกำลังหายห่วงมากับ Snapdragon 835 ใช้ GPU Adreno 540 มี RAM 4GB ความจุตัวเครื่อง UFS 2.1 ขนาด 64GB ได้คะแนนทดสอบจาก AnTuTu ไป 170,xxx คะแนน เอามาเล่นเกมกราฟฟิกหนักๆได้สบายครับ ส่วนแบตเตอรีที่ให้มา 3090mAh ก็เหลือเฟือกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
หน้าจอของ Nokia 8 จะมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Glance Screen” ซึ่งเป็นการแสดงผลแจ้งเตือนต่างๆ อาทิเช่น ข้อความ และอีเมล์ที่ไม่ได้อ่าน หรือสายที่ไม่ได้รับ โดยที่ไม่ต้องกดเปิดหน้าจอ รูปแบบจะคล้ายๆฟีเจอร์ Always on display
ด้านระบบเสียงของ Nokia 8 ลำโพงที่ติดมากับตัวเครื่องให้เสียงที่ดังใช้ได้เลยครับ ไม่แบน มีติดโทนแหลมนิดๆ ขณะที่ตัวหูฟังเองก็เสียงคมชัดมีโทนแหลมนิดๆเช่นกัน
มาเข้าจุดที่เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้กันบ้างคือเรื่องการถ่ายภาพครับ ตัวกล้องของ Nokia 8 ใช้เลนส์จาก ZEISS (Carl Zeiss เดิม) ผู้ผลิตเลนส์กล้องชื่อดังระดับโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของ Nokia มาตั้งแต่สมัย N Series
ด้านหน้าตา UI ของกล้องก็เรียบๆใส่มาแค่โหมดพื้นฐานทั่วไปและมีโหมดให้ “ปรับเอง” ซึ่งเราสามารถเลือก จุดรับแสง ,รูปแบบการโฟกัส ,White Balance และการชดเชยแสงได้ +/- 2 Stop
ตัวกล้องหลังของ Nokia 8 เป็นเลนส์คู่ครับ ใช้ระบบการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องที่เป็นเซ็นเซอร์สี (RGB) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS ร่วมกับตัวกล้องเซ็นเซอร์ขาวดำ (Monochrome) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ขนาดเม็ดพิกเซล 1.12um มีค่ารูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 มุมมองรับภาพกว้าง 76.9 องศา มีระบบโฟกัส PDAF ติดตั้ง IR range และแฟลช Dualtone LED
การใช้งานกล้องหลังสามารถเลือกการถ่ายได้ 3 รูปแบบ คือ ถ่ายแบบสี , ถ่ายแบบขาว-ดำ และ ถ่ายด้วยกล้องคู่ ซึ่งการถ่ายด้วยกล้องคู่จะทำให้ภาพออกมาสว่างขึ้นกว่าการถ่ายด้วยกล้องสีเล็กน้อย เนื่องจากตัวเซ็นเซอร์ ขาว-ดำ จะเข้ามาช่วยทำหน้าที่เก็บรายละเอียดของแสงให้ แต่เอาเข้าจริงๆก็แทบจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไรครับ
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ต้องมากับสมาร์ทโฟนที่มีกล้องแนวนี้เลยก็คือโหมด “Live Bokeh” หรือ การทำให้เกิดมิติแบบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งบน Nokia 8 จะใช้งานโหมดนี้ได้ก็ต่อเมื่อเปิดถ่ายแบบกล้องคู่เท่านั้น
สำหรับการถ่ายภาพในโหมดนี้เราสามารถปรับแต่งจุดโฟกัส พร้อมเลือกระดับความเบลอได้ทั้งในระหว่างที่่ถ่าย และหลังจากที่ถ่ายไปแล้วผ่านโปรแกรมแก้ไขภาพ ซึ่งตัวซอฟท์แวร์ใน Nokia 8 สามารถเก็บขอบตามจุดโฟกัสได้สวยดูดีเลยทีเดียว
มาที่ตัวกล้องหน้ากันบ้างความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซลครับ มีระบบโฟกัส PDAF ขนาดเม็ดพิกเซล 1.12um รูรับแสงกว้างสูงสุด f/2.0 มุมมองรับภาพ 78.4 องศา เรียกว่าไม่ด้อยไปกว่ากล้องหลังเลย ติดที่ไม่มีแฟลชมาให้ แต่ใช้ระบบแฟลชจอภาพ (Display Flash) แทน และแน่นอนว่าการถ่ายภาพด้วยกล้องหน้าก็มีโหมดบิวตี้มาให้ใช้ หรือที่ Nokia เรียกว่าโหมด Touch Up ที่ปรับแต่งได้ตั้งแต่ 0-20
ฟีเจอร์อีกอย่างของกล้องที่ Nokia 8 ยกมาเป็นจุดขายคือ “Bothie” การถ่ายวีดีโอหรือภาพนิ่ง จากกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน แถมยังรองรับการทำ Live Stream ผ่าน Facebook และ YouTube ได้ด้วย แต่เอาเข้าจริงก็ต้องหัดใช้กันสักหน่อยครับ ถ้าอยากให้องค์ประกอบภาพออกมาสวยตามที่ตั้งใจ
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่เข้ากันดีกับโหมดนี้คือระบบบันทึกเสียง “OZO Audio” ซึ่งเป็นการอัดเสียงคุณภาพสูงแบบ 360 องศา ด้วยไมโครโฟนถึง 3 ตัวที่ช่วยให้เสียงบนคลิปวีดีโอมีมิติมากขึ้น แถมยังกดเลือกได้อีกว่าจะอัดเสียงจากทิศทางใด นับว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบทำคอนเทนท์ภาพเคลื่อนไหว หรือการ Live สดผ่านสื่อออนไลน์
ภาพรวมของ Nokia 8 เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีไซน์ออกมาได้เรียบง่าย ใช้วัสดุและสเปคในมาตรฐานงานผลิตระดับสูง การประกอบตัวเครื่องทำมาดี มีหน้าจอคมชัดสู้แสง ขณะที่ตัวกล้องคู่ ,โหมดการบันทึกภาพและการอัดเสียงถือว่าทำออกมาได้สมกับที่จะดึงออกมาเป็นจุดขายของรุ่น ติดที่ในโหมดของกล้องมีอะไรให้เล่นกันน้อยไปหน่อย
สำหรับบทบาทในฐานะที่เป็น Pure Android ของ Nokia 8 หากมองในด้านบวกก็น่าจะถูกใจคนที่ชอบอะไรสะอาดๆ ไม่รกรุงรัง มีฟีเจอร์เท่าที่จำเป็น และยังจะได้เป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มแรกๆที่จะได้รับอัพเดตระบบปฏิบัติการใหม่ ซึ่งทาง HMD Global เกี่ยวก้อยสัญญากับผู้ใช้ไว้แล้วว่า Nokia 8,3,5 และ 6 จะได้ใช้ Android 8.0 Oreo อย่างแน่นอน
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่าเรือธงรุ่นนี้ยังขาดแรงดึงดูดที่จะทำให้คนต้องเลือกใช้ ซึ่งกว่าจะได้สัมผัสจุดที่เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้จริงๆ ก็ต้องให้เวลาในการลองเล่น ลองใช้กันจริงๆสักระยะ
ใครที่เป็นสาวกของแบรนด์จากฟินแลนด์หรือกำลังมองหาเรือธงที่ใช้งานง่ายๆ Nokia 8 ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ สามารถหามาเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ สนนราคาที่ 19,500 บาทเท่านั้น
ภาพตัวอย่างจากกล้องของ Nokia 8





















































