สวัสดีครับ วันนี้วันที่ 11 เมษายน วันเริ่มวางจำหน่าย Samsung Galaxy S5 วันแรกทั่วโลก โดยบ้านเราประเทศไทยอยู่ในฝั่งเอเชียท้องฟ้าปลอดโปร่ง ฝนตกเล็กน้อย และเริ่มวางจำหน่ายแล้ว ในขณะที่โลกตะวันตกอย่างยุโรป อเมริกา หรือสหราชอาณาจักรนั้นต้องรอเช้าก่อน (ก็คงจะเป็นเวลาค่ำๆ บ้านเรา) ทีนี้ผมก็อยากจะมาพูดถึงคำถามโลกแตกอย่าง “ซื้อ Samsung Galaxy เนี่ย เอา S5 หรือ Note 3 ดีล่ะ?”
ก่อนอื่นต้องอธิบายสำหรับผู้ที่ไม่รู้ซะก่อน Galaxy S5 เนี่ย ถือได้ว่าเป็นรุ่นท็อปประจำต้นปี ส่วน Galaxy Note 3 เนี่ย ถือว่าเป็นรุ่นท็อปปลายปี แถมอายุจากรุ่น Galaxy Note 3 มา Galaxy S5 เนี่ย มันไม่ยาวเท่าไหร่ (แต่จาก Galaxy S ไป Galaxy Note เนี่ย หลายเดือนอยู่) ทำให้ความแตกต่างแบบก้าวกระโดดมันไม่เยอะมาก หน่วยประมวลผลที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยรวมๆ แล้วสเปคเพียวๆ น่ะ แรงต่างกันเล็กน้อยครับ

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรุ่น Galaxy Note ครับ สิ่งที่โดดเด่นระหว่างรุ่นท็อปใดๆ รวมไปถึงเทียบกับรุ่นท็อปของ Samsung กันเองก็คือปากกา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่ไปทำงานร่วมกับ Wacom และต่อยอดพัฒนามา ทำให้มีความโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าจอใหญ่สุดๆ ที่เรียกได้ว่าใกล้ๆ จะเป็นแทบเล็ตแล้วนั่นเอง

ผู้ท้าชิงรายใหม่ของปี 2014 นี้ถือได้ว่าพยายามอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะที่ผ่านมาหลายๆ อย่าง โดยปกติแล้ว Galaxy S series จะจัดเต็มทุกประการ (แต่คราวนี้ RAM เหลือแค่ 2GB แฮะ) หน่วยประมวลผล กล้อง เซนเซอร์ เรียกได้ว่าใส่มาเยอะสุดๆ แต่ในยุคที่ทุกค่ายต่างก็พยายามอัดสเปคแรงเท่าๆ กันจนแทบจะเหมือนกันอย่างกับแกะ หันไปทางไหนก็เป็น Snapdragon 801, RAM 2GB เหมือนกันหมด แล้วจะมีอะไรเหนือคนอื่นมั้ยเนี่ย มาติดตามกันต่อไปครับ
HARDWARE

Processor
สำหรับความแตกต่างระหว่าง Galaxy Note 3 (Exynos, Snapdragon 800) กับ Galaxy S5 (Snapdragon 801) นั้นคงต้องฟันธงเลยว่า “แตกต่าง แต่ไม่มาก” จริงอยู่ว่า Snapdagon 801 นั้นมีความเร็วสูงกว่า Snapdragon 800 อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วยังคงใช้สถาปัตยกรรมเดิม ทำให้อานิสงค์ของประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากสัญญาณนาฬิกาที่เพิ่มขึ้นเสียมากกว่า นอกจากนี้ Snapdragon 801 ยังรองรับหน่วยความจำ LPDDR3 (933MHz) ทำให้เร็วขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ Snapdragon 800 (LPDDR3 800MHz)

RAM
ความแตกต่างที่ทุกคนเห็นได้ชัด คือ Galaxy Note 3 (RAM 3GB) และ Galaxy S5 (RAM 2GB) หลายๆ คนอาจจะมองว่าต่างกันครึ่งนึงเลยนะ แล้วจะส่งผลชัดเจนไหม อันนี้ก็คงต้องบอกว่าส่งผลชัดเจนแน่นอนครับ เพราะการทำงานของ Android นั้นเป็นแบบ *nix คือแม้ว่าจะ Kill Process ไปหมดแล้ว ระบบก็จะพยายามใส่อะไรเข้ามาใช้งาน ทำให้หน่วยความจำถูกใช้จนเต็มตลอดเวลา (อันนี้แปลว่าดี) ส่วนโปรเซสตัวไหนไม่ใช้ก็จะ Kill ทิ้งไปเป็นระยะ
แต่อันนั้นมันทางทฤษฏีครับ ในทางปฏิบัติจริง โทรศัพท์ Samsung เราอุดมไปด้วย App ที่ไม่ได้ใช้ แต่ถูกโหลดขึ้นมาพร้อมระบบปฏิบัติการเยอะพอสมควร (ใครที่ยังใช้ Galaxy Note รุ่นแรกคงจะทราบดี) ทำให้สำหรับ Samsung แล้วนั้นมี RAM ยิ่งเยอะยิ่งดีต่อไปครับ
อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ Android 4.4 มีระบบ Project Svelte ที่ลดอัตราการบริโภคแรมของ Android OS ลงไป ทำให้ช่วยได้เยอะพอสมควรครับ และเนื่องจากทั้ง Note 3 และ S5 นั้นยังเป็นโทรศัพท์เพิ่งออกใหม่ ปัญหาเรื่องแรมคงจะยังไม่เห็นจนกว่าจะอีกราวๆ 1 – 2 ปีข้างหน้าโน่นล่ะครับ เมื่อระบบปฏิบัติการตัวใหม่ๆ เริ่มจะมีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ตอนนั้น RAM 2GB อาจจะไม่พอจริงๆ ก็ได้

Camera
กล้องของ Galaxy Note 3 นั้น เอ้อ…. จะพูดยังไงดีล่ะ ก็เป็นกล้อง 13 Megapixel พร้อมแฟลชแบบ LED คุณภาพก็ดีนะครับ แต่ไม่มีสตอรี หรืออะไรหวือหวาเป็นพิเศษ ยังคงใช้ BSI ตามปรกติ เหมือนตามเทรนด์กล้องสมาร์ทโฟนระดับบนๆ รุ่นอื่นๆ คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี (ไปดูภาพตัวอย่างเปรียบเทียบกล้องมือถือได้ที่นี่)
ส่วนกล้องของ Galaxy S5 จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทาง Samsung เข้าไปร่วมพัฒนา ใช้ชื่อว่า ISOCELL เชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าโมดูลกล้องที่ผ่านๆ มาของ Samsung (มีเรื่องของการถ่ายรูปแบบต่างๆ เพิ่ม ซึ่งจะกล่าวต่อในบทของ Software) งานนี้คงจะเถียงกันยาก จนกว่าจะเริ่มมีรูปถ่ายโดย Galaxy S5 จากคนที่มีฝีมือในระดับช่างกล้องมาลองเล่นกัน โดยส่วนตัวไม่กล้าวิจารณ์คุณภาพกล้องมากนัก เนื่องจากยังไม่ได้ลองนำไปถ่ายภาพสวยๆ อย่างทะเล ยอดเขา ครับ

Sensor
อันนี้จะว่าเป็นจุดแข็งของ Galaxy S ยุคใหม่ โดยเริ่มมาตั้งแต่ S4 ก็ว่าได้ โดยข้างในโทรศัพท์นั้นจะมี Sensor ที่ทำงานเบื้องหลังเต็มไปหมด โดยปีที่แล้ว Samsung เปิดตัวสารพัด Sensor แบบเงียบๆ หลายตัวบน Galaxy S4 ครับ ไม่ว่าจะเป็น Gesture Sensor สำหรับการทำ Air Gesture, Barometer สำหรับการใช้ S-Health และอื่นๆ อีกหลายตัวด้วยกัน มาถึงปีนี้ของเล่นใหม่ก็คือ Fingerprint Scanner และ Heartrate Sensor นั่นเอง
สำหรับ Fingerprint นั้นคงไม่ใช่ของใหม่นัก เมื่อ iPhone 5s ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงตัวแรกที่ใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วน Heartrate Sensor นั้นถือว่าใหม่พอสมควรสำหรับวงการนี้ โดยเฉพาะมือถือรุ่นท็อปอย่าง Galaxy S5 แน่นอนว่าคำถามเดิมๆ ยังคงอยู่คือ “ใส่ Sensor มาเยอะขนาดนี้ จะได้ใช้ถึงครึ่งนึงไหมน่ะ?” เพราะว่าหลายๆ ตัวจะใช้งานร่วมกับ S-Health แปลว่าถ้าไม่ได้ฟิตเนส หรือบางคนเล่นฟิตเนส แต่มีอุปกรณ์ครบอยู่แล้ว ก็จะกลายเป็นทำงานซ้ำซ้อนกันไปแทน

Water + Dust Proof
สำหรับจุดเด่น (ถือโอกาสรับสงกรานต์เลยทีเดียว) ของ Galaxy S5 ก็คือกันน้ำ แต่จริงๆ แล้วทาง Samsung ก็บอกมาเหมือนกันว่าจริงๆ ที่กันเนี่ย เอาไว้กรณีอุบัติเหตุ ทำเครื่องตกน้ำ หรืออะไรก็ตามที ส่วนการเอาไปแช่ในน้ำเป็นเวลา 30 นาที มันก็ได้ (ตามมาตรฐาน) แต่ก็ไม่แนะนำ โดยส่วนตัวที่มีเพื่อนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นกันน้ำที่น้ำเข้าไปแล้วก็คงจะต้องเตือนว่า
- สมาร์ทโฟนรุ่นที่กันน้ำ มักจะไม่รับเคลมเมื่อน้ำเข้า (ต้องอ่านเงื่อนไขตัวเล็กๆ ในการรับประกัน)
- เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ ซีลยางมักเสื่อมสภาพ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำเข้าไปในตัวเครื่อง และพังได้
ถ้าเกิดอุบัติเหตุ แบบนานๆ ครั้ง ไม่ค่อยจะเป็นปัญหาเท่าไหร่ เนื่องจากไม่บ่อย แต่ถ้าใครใส่เข้าฟิตเนส เสร็จเอาสมาร์ทโฟนไปอาบน้ำด้วยต่อ (… ทำไมไม่เก็บไว้ที่ล็อกเกอร์ จะเอามาอาบน้ำด้วยทำไมเนี่ย) ก็มีความเสี่ยงว่าสมาร์ทโฟนที่กันน้ำได้ ก็อาจจะน้ำเข้าได้เช่นกันครับ
SOFTWARE

Galaxy Note 3
ต้องยอมรับว่า Galaxy Note 3 นั้นจุดเด่นอยู่ที่ปากกา ดังนั้นข้อดีทั้งหลายก็จะไปอยู่ที่ปากกาหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น Air Command (มีแยกย่อยห้าอย่าง ได้แก่ Action Memo, Scrapbook, Screen Write, S Finder, Pen Windows) คงต้องยอมรับว่าไม่มีฟีเจอร์อื่นที่โดดเด่นเลยนอกจากปากกาครับ

Galaxy S5
สำหรับ Galaxy S5 นั้นแตกต่างกับ Galaxy Note 3 อย่างเห็นได้ชัดครับ มีฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์ ที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกับซอฟท์แวร์อย่างใกล้ชิดหลายๆ ตัวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบประหยัดพลังงานแบบ Extreme หรือการถ่ายรูปต่างๆ บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณว่า Galaxy S5 นั้นฮาร์ดแวร์ไม่โดดเด่น จึงต้องอุดด้วย Software ก็ได้ครับ และการอุดด้วย Software นี้โดยปกติแล้วถ้าผู้ผลิตไม่กั๊ก มักจะหมายถึงโทรศัพท์รุ่นอื่นๆ (รวมไปถึง Galaxy Note 3) ควรจะได้รับการอัพเดทให้เท่าเทียมกันในภายหลังด้วย
- Super Dimming – ทำให้หน้าจอมืดในที่มืด และสว่างสุดๆ สู้แดด แม้ว่าจะดูเหมือนฟีเจอร์ทางด้านฮาร์ดแวร์ แต่ก็เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสองทีม ในการควบคุมระบบครับ
- กล้อง – Hardware ของ Galaxy S5 นั้นเปลี่ยนไป (ISOCELL) แล้วยังมีฟีเจอร์ที่ควบคุมผ่านซอฟท์แวร์ใหม่ๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น HDR (ทำงานแบบ Realtime HDR คือไม่ต้องถ่ายก็รู้ว่าจะออกมาได้ภาพแบบไหน), Selective Focus ที่เลือกภาพหน้าชัดหลังเบลอได้
- Ultra Power Saving – การทำงาน Power Saving นั้นเป็นเรื่องของ Software ที่จะไปควบคุมการทำงานของ Hardware อยู่แล้วครับ เช่นควบคุมหน่วยประมวลผลให้ทำงานน้อยลง จะได้ประหยัดไฟมากขึ้น แต่ที่เจ๋งก็ตรงที่ Samsung นั้นผลิตและพัฒนาฮาร์ดแวร์เอง ทำให้เข้าใจในระบบการทำงานมากขึ้น โดยเจ้า Ultrasaving นี้จะบีบให้เราใช้งานได้แค่แอพไม่กี่ตัว และหน้าจอขาวดำ ซึ่งเป็นโหมดการประหยัดพลังงานของจอประเภท SuperAMOLED อยู่แล้วด้วย โดยทำให้แบตเตอรี 10% สามารถอยู่ต่อได้ถึง 24% ในโหมดสแตนด์บายเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบด้าน Software ที่กล่าวมาคร่าวๆ นี้ ถ้าในอนาคต Samsung อัพเดทให้รุ่นอื่นๆ (เช่น Galaxy Note 3) ด้วย ก็จะใช้ได้ โดยความแตกต่างอาจจะอยู่ที่ตัวฮาร์ดแวร์ด้วย เช่น Selective Focus, Realtime HDR นั้นอาจจะใช้ไม่ได้บน Galaxy Note 3 แต่อย่าง Ultra Power Saving นั้น Galaxy Note 3 และ Galaxy S5 แทบไม่มีความแตกต่างกันมากนัก (เป็น SuperAMOLED เหมือนกัน) น่าจะใส่มาให้ได้ คำถามก็คือ Samsung จะใส่ฟีเจอร์นี้ให้กับ Galaxy Note 3 เพื่อเอามาแข่งกันเองกับ Galaxy S5 หรือเปล่า?
CONCLUSION
กลับมาที่จุดเริ่มต้นของคำถามอีกครั้ง ว่าถ้ามีเงินอยู่ไม่อั้น แล้วจะเอา Galaxy Note 3 หรือ Galaxy S5 ดีล่ะ? อันนี้ก็คงจะต้องกลับมาดูว่าเรามีพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนแบบไหน? ถ้าหากว่าอยากได้จอใหญ่ๆ และวาดรูปเล่นบ้าง ใช้กล้องเยอะ แต่ไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ประหลาดมหัศจรรย์อย่าง Realtime HDR, Selective Focus ผมว่า Galaxy Note 3 อาจจะตอบโจทย์ของคุณได้ด้วยซ้ำ เพราะว่าแม้ Galaxy S5 จะไม่เปิดตัว Galaxy Note 3 เองก็ยังไม่เก่าเสียด้วยซ้ำไป แม้ว่าจะไม่มีความแตกต่างแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ แต่ก็ถือได้ว่าอยู่ในแนวหน้าไม่แพ้ใคร พร้อมจุดเด่นอย่างปากกา ที่ไม่มีโทรศัพท์รุ่นไหนเทียบเคียงได้เลย
แต่ถ้าหากว่าคุณต้องการสมาร์ทโฟนเวอร์ชันล่าสุด! เป็นคนที่เล่นฟิตเนสอยู่แล้ว และซีเรียสเรื่องการใช้กล้องมือถือมาก (ผมแนะนำจริงๆ ว่าถ้าคุณซีเรียสขนาดนั้น กล้อง Mirrorless อาจจะตอบโจทย์คุณมากกว่ามือถือนะครับ) แน่นอนครับ ณ ตอนนี้ต้องเป็น Galaxy S5 ที่เพิ่งจะวางขายหมาดๆ ร้อนๆ และอาจจะขาดตลาดในเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำไป ผมค่อนข้างมั่นใจว่าฟีเจอร์ทั้งหลายใน Galaxy S5 จะไม่ลง Galaxy Note 3 ในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยผมเดาว่าอะไรที่ฮาร์ดแวร์ของ Galaxy Note 3 รองรับและพอร์ตไปลงได้ น่าจะ Exclusive บน Galaxy S5 อย่างน้อย 3 – 6 เดือน และบางฟีเจอร์อาจจะติดข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์เสียด้วยซ้ำไป งานนี้ผมฟันธงไม่ได้จริงๆ เพราะบางทีก็ต้องยอมรับว่า Samsung บางครั้งก็ใจดี และบางครั้งก็กั๊ก บางครั้งกั๊กเพราะฮาร์ดแวร์มันไม่ไหวจริงๆ และบางครั้งก็ปล่อยกั๊กทั้งที่ฮาร์ดแวร์มันไม่ไหวแท้ๆ
ถ้าเคยมีคนกล่าวว่า “กล้องที่ดีที่สุด คือกล้องที่อยู่ในมือคุณ” ผมก็คงจะบอกว่า “มือถือรุ่นที่ดีทีสุด คือรุ่นที่คุณตัดสินใจเลือกซื้อครับ”
ขอให้มีความสุขในวันสงกรานต์วาระดิถีปีใหม่ ใครซื้อ Galaxy S5 รับสงกรานต์….. เปล่าครับ ไม่ได้อวยพรให้เครื่องรอดจากน้ำที่สาดมา ระวังโดนขโมย โดยเฉพาะคนที่ไปเดินย่านพื้นที่หนาแน่นอย่างสีลม ข้าวสาร ฯลฯ ไม่ว่าจะกรุงเทพ หรือต่างจังหวัดครับผม