Apple จัดงานเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ โดยพระเอกคือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus รวมถึง Apple Watch ที่มาแบบเซอร์ไพร์ส และที่คือข้อมูลที่จับใจความจากงานเปิดตัวของ Apple ครับ ลองมาดูกันว่า iPhone 6 มันเจ๋งขนาดไหน มีฟีเจอร์อะไร และ Apple Watch จะออกมาเป็นแบบไหนบ้าง

ครั้งนี้ iPhone 6 จะมาพร้อมระบบประมวลผลแบบ 64-bit บน CPU A8 ซึ่งจะมีความเร็วมากกว่า A7 ถึง 20%
ระบบประหยัดพลังงานของทั้ง iPhone 6 ทำได้ดีกว่า iPhone 5s เดิมในทุกๆด้าน ส่วน iPhone 6 Plus เนื่องด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่า จึงกินพลังงานเยอะกว่า แต่ก็มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่านะครับ

กล้องหลักมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่ง Apple เห็นว่า ความละเอียดแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับกล้องมือถือ มี true-tone flash. 1.5 micron pixels, และรูรับแสง f/2.2 ถือว่ารับแสงได้ดีมากครับ มาพร้อมระบบ Focus Pixel แบบใหม่ ที่โฟกัสเร็วกว่า 5s เดิมถึง 2 เท่า

ของ iPhone 6 นั้นจะมี digital image stabilization แต่ iPhone 6 Plus จะเป็น optical image stabilization ซึ่งจะลดการสั่นไหวได้ดีกว่าตัว iPhone 6 ครับ

ส่วนเรื่องการถ่ายวีดีโอ สามารถถ่ายได้ความละเอียดสูงสุด 1080p ที่ 30fps หรือ 60fps หากเป็นการถ่ายแบบ Slo-Mo สามารถทำได้ถึง 240fps ซึ่งมากกว่า 5s เยอะมากครับ

ส่วนกล้องหน้าได้รับการปรับปรุงซอฟแวร์ให้ดีขึ้นด้วย New FaceTime HD มีรูรับแสง f/2.2 ซึ่งสามารถเก็บแสงเพิ่มมากถึง 81% เรียกได้ว่า ออกมาฆ่ากล้อง selfies ทั้งหมดเลยครับ ถ่ายในที่แสงน้องได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนั้นยังมีระบบ NFC ที่มาพร้อมกับ Apple Pay ระบบการจ่ายเงินแบบใหม่ โดยใช้ Touch ID เป็นการยืนยันการทำธุรกรรม

มีให้เลือกถึงสามสีด้วยกันครับ คือ สีทอง สีเงิน และสีดำ

ราคา iPhone 6 เริ่มต้นที่ 16GB ที่ 199USD (6,390 บาท), 64GB ที่ 299USD (9,600 บาท) และ 128GB ที่ 399USD (12,800 บาท) แต่ติดสัญญา 2 ปีนะครับ

ทั้ง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus จะวางขายที่ 115 ประเทศทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้ครับ และไทยตกรถ Tier 1

แต่งานยังไม่จบแต่เพียยงเท่านี้ครับ One more thing…

ยังมีอีก 1 เซอร์ไพส์ ในงานนี้ นั้นก็คือ Apple Watch นั่นเอง (ไม่ใช่ iWatch อย่างที่ลือกันนะครับ)

Apple Watch มาพร้อม User Interface แบบใหม่ ‘Digital Crown’ ตอกย้ำจุดยืน นิ้วไม่ควรมาควบคุมด้วยการแตะบนหน้าจอ เพราะนิ้วมันใหญ่เกินไปสำหรับหน้าจอนาฬิกา ซึ่ง Crown นี้ คือปุ่มข้างๆ ที่จะมาช่วยในการควบคุมครับ สามารถที่จะหมุนและกดได้ครับ

มีระบบการชาร์จไฟแบบใหม่ MagSafe ที่เป็นแบบ Wireless charging

มีสายนาฬิกาให้เลือกถึง 6 สไตล์ และแต่ละสไตล์ก็มีหลากหลายรูปแบบมากๆ และตัว body ของนาฬิกาก็มีสองขนาดอย่างที่หลุดไปก่อนหน้านี้

มีเซ็นเซอร์ถึงสี่ตัวอยู่ด้านใต้ของตัวนาฬิกา ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้ในการตรวจวัดค่าต่างๆ ของร่างกาย และสามารถทำงานแบบ Fitness Tracker ได้เช่นเดียวกับเจ้าอื่นๆครับ ไม่ว่าจะนับก้าว ดูความเร็ว ความเร่ง หรือดู การเบิร์นของแคลอรี่

มีการป้อนคำสั่งแบบใหม่ด้วยการแตะ เรียกว่า “force touch” คือการแตะแบบกดลงไป ซึ่งจะเป็นเหมือนการ คลิ้กขวา ทำให้สามารถสั่งการได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย ด้วย widget มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน เครื่องเล่นเพลง หรือรูปแบบการแสดงเวลาต่างๆ


สามารถรับ Notification ได้เช่นเดียวกับ SmartWatch ทั่วๆไป แต่ AppleWatch จะสามารถตอบกลับได้ทันที ไม่ว่าจะด้วยเสียงหรือเป็นข้อความ ซึ่งข้อความจะมีมาให้เลือกตอบ ไม่สามารถพิมพ์เองได้ หรือจะตอบด้วย emoji ก็ได้ ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดนั่นเองครับ
และแน่นอนว่า ใช้ Siri ได้ครับ

Apple Watch สามารถใช้ร่วมกับ iPhone 5, iPhone 5s, iPhone 5c, iPhone 6, และ iPhone 6 Plus ต่ำกว่านี้อดคร้าบ

ราคาเริ่มต้นของ Apple Watch อยู่ที่ $349 หรือประมาณ 11,200 บาท จะเริ่มขายในต้นปีหน้าครับ ไม่รู้ว่า iPhone 6, iPhone 6 Plus และ Apple Watch ที่ทาง Apple เปิดตัวมาในวันนี้จะโดนใจเพื่อนๆ กันหรือเปล่า… เร็วๆ นี้เราคงได้จับตัวจริงกันแน่ๆ อดใจรอกันอีกนิดนะครับ