ก็ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงานสัมมนานักพัฒนาของค่าย Apple ในงาน Worldwide Developers Conference 2015 โดยในงานนี้พวกเขาได้ออกแคมเปญที่น่าสนใจในบัตรเชิญสื่อมวลชนที่ว่าด้วย The epicenter of change ซึ่งแปลว่าจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง และในช่วงแรกของการทักทายนั้นทาง Tim Cook เจ้าหน้าที่ประธานบริหารของผู้ผลิตโทรศัพท์ iPhone คนปัจจุบัน ยังได้ย้ำอีกว่าจะเป็นจุดศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่ของ Apple แต่จะเป็นในภาพรวมระดับของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และสำหรับในส่วนของอุปกรณ์ที่อยู่ในความสนใจของเรานั้นก็ ย่อมเป็นระบบปฏิบัติการโทรศัพท์และแท๊บเลต iOS ซึ่งในปีนี้จะเป็น เวอร์ชั่นที่ 9 นอกจากนั้นในงานดังกล่าวนี้ยังมีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ watchOS 2 แฟลตฟอร์มสำหรับ Apple Watch ให้บรรดานักพัฒนาได้เข้าถึงชุดคำสั่งและ API ในการพัฒนาต่างๆ กันอย่างเป็นทางการครั้งแรกอีกด้วย หลังจากที่ปล่อย SDK ออกมาให้ให้ชิมลางกันไปก่อนแล้ว ส่วนจะมีอะไรเด็ดแค่ไหนบ้างนั้น ทาง mxphone ไว้กับบทความชิ้นต่อไปนี้แล้ว
การแนะนำตัวระบบปฏิบัติการ iOS 9 ประจำปีนี้ต้องบอกว่าดูเหมือนทาง Apple จะเน้นไปยังการสร้างประสบการณ์การใช้งานพื้นฐานให้แน่นมากยิ่งขึ้น โดยคำแรกที่พวกเขาเลือกใช้ คือ Foundation ที่แปลได้ว่ารากฐาน ซึ่งการมีจุดเริ่มต้นที่ดีก็ย่อมจะช่วยให้สามารถต่อยอดไปยังความสามารถส่วนต่างๆ ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น อีกทั้งพวกเขา ยังดูจะรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับการใช้งานตลอดช่วงที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อย โดยพร้อมกับคุณสมบัติที่เปิดตัวใหม่นั้นก็อาจจะทำให้ทาง Apple เข้าใกล้กับความสมบูรณ์แบบหรือระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในตลาดวันนี้ไปได้อีกหนึ่งขั้น และสำหรับในเวที WWDC 2015 นี้ก็มีการแนะนำ 10 ฟีเจอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่และต่อยอดคุณสมบัติให้มีความหลากหลายสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม
โดยเราจะเริ่มกันที่ระบบผู้ช่วยดิจิตอลส่วนตัวอย่าง Siri ที่ในปีนี้อาจจะบอกว่ามีพัฒนาการเด่นชัดเป็นรูปเป็นร่างได้ดีที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ความสามารถและพลังในการค้นหาข้อมูลเพื่อนำเสนอและอำนวยความสะดวกนั้นถูกพัฒนาไปอีกขั้น และทาง Apple ก็อ้างอิงว่า Siri เป็นบริการที่มีความแม่นยำในการรับคำสั่งเสียงที่สุดตลาดพร้อมกับระบุว่าในแต่ละสัปดาห์ที่การเรียกใช้งานกว่า 1 พันล้านครั้ง และสำหรับการเปิดตัวระบบ Siri Intelligence ก็อาจจะต้องบอกว่าดูมีความน่าใช้และความสะดวกมากขึ้น สามารถทำงานเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การแจ้งเตือน จดบันทึกตารางนัดหมาย เสียงแค่สั่งด้วยการออกเสียง ระบบมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และ สามารถเรียนรู้รูปแบบการใช้งานของผู้ใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่นว่า เวลาตื่นอย่างที่ Craig Federighi ได้นำเสนอบนเวทีระบุว่า เขานั่งสมาธิทุกเช้า ระบบก็จะมีการแจ้งเตือนพร้อมเปิดการทำงานของแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเตรียมรอเอาไว้เลย ระหว่างนั้นเกิดมีความข้อความเข้าก็สามารถสั่งให้ Siri บันทึกและแจ้งเตือนในภายหลัง
เมื่อมีการทำกิจกรรมใดๆ เป็นกิจวัตรต่อเนื่อง เช่นกันไปออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อเสียบแจ๊คหูฟังระบบก็จะเลือกเพลงให้เข้าเหมาะกับบรรยากาศที่ต้องการการกระตุ้น หรือ เลือกเพลงได้เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องเดินทางทำให้ประสบการณ์การใช้งานไม่ขาดช่วง มีการแจ้งเตือนสายเข้า หรือ แจ้งนัดหมายเดินทางโดยอ้างอิงจากสภาพการจราจร และอีกหนึ่งความสามารถใหม่ของ Siri คือการ Search ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำ มีการแสดงผลที่ปรับแต่งมาแล้วเข้ากับตัวอินเตอร์เฟซของ Apple อย่างเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน มีการใช้งาน 1 พันล้านครั้งต่อสัปดาห์ มีความแม่นยำในการเรียกใช้งานสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์มากกว่าระบบอื่นๆ ในตลาด
ทางด้านระบบ Apple Pay ก็มีการเพิ่มเติมคู่ค้าที่หลากหลายมากขึ้น อย่างตอนนี้ก็สนับสนุนการการซื้อตั๋วเข้าชมเกมส์การแข่งขันต่างๆ อย่างเช่นตอนนี้ ก็เป็นบาสเกตบอล NBA รอบชิงชนะเลิศ ทาง Apple ก็ประกาศว่าผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมได้ทันทีไม่ต้องไปลุ้นตั๋วหน้างาน นอกจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น โดยล่าสุดนั้นมีร้านค้าปลีกสนับสนุนบริการของ Apple แล้วถึง 1 ล้านแห่งทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา และในช่วงวันที่ 1 กรกฏาคม ก็จะเป็นก้าวแรกที่พวกเขาขยับขยายตลาดออกไปยังประเทศอังกฤษ เป็นประเทศที่สอง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาจะได้บริษัทคู่ค้าเพิ่มมากขึ้นทั้งห้างร้านและพันธมิตรด้านเครดิตและการธนาคาร พร้อมความสามารถในการชำระค่าบริการในระบบขนส่งสาธารณะ และยังมีการเพิ่มในส่วนของ Reward Program คะแนนสะสมรวมไปถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายการปรับเปลี่ยนระบบ Passbook ให้เป็น Wallet ในครั้งนี้ผู้ใช้งานสามารภรวมบัตรตั้งแต่ธนาคาร เครดิต บัตรสมนาคุณ ตั๋วเที่ยวบิน ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ด้วยกันได้ในแอปพลิเคชั่นเดียว
แอปพลิเคชั่นพื้นฐานอย่าง Notes สำหรับจดข้อความสั้นๆ ก็มีการพูดถึงการปรับปรุงความสามารถ โดยรองรับการวาดรูปสื่อสารง่ายๆ ได้ สนับสนุนการใช้งานลิ้งค์ข้อมูลต่างๆ เช่น แผนที่ หรือ เว็บไซต์ ซึ่งข้อมูเหล่านี้จะถูกปรับปรุงให้เหมือนกันในทุกๆ อุปกรณ์ที่อยู่เสมอเมื่อมีการเชื่อมต่อผ่านระบบกลุ่มเมฆ iCloud ส่วนทางบริการระบบแผนที่นำทาง Apple Maps ที่พวกเขาเปิดตัวมาในปี 2012 นั้นก็มีการลงทุนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในความสามารถใหม่เมื่อคืนนี้ คือบริการ Transit ระบบจะสามารถช่วยคำนวณการเดินทางอย่างละเอียด มีระบบประมาณระยะทางการเดินโดยละเอียดตั้งแต่ภายนอกไปจนถึงในตัวสถานีและชานชาลาที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับ ประตูทางออกต่างๆ ซึ่งสามารถสั่งให้เริ่มการนำทางได้โดยทำงานร่วมกับ Siri และเช่นเดียวกับ Apple Pay ในการจ่ายค่าบริการหรือร้านอาหารบริเวณใกล้เคียงต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการสนับสนุนนั้นในเบื้องต้นจะเกิดให้บริการในเมืองใหญ่ๆ เช่น New York, Chicago, Toronto, London, Berlin เช่นเดียวกับเมืองเอกของประเทศจีน กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เจิ้งโจว ซีอาน หรือ เซินเจิ้น
ในงานนี้ทาง Apple ได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่นตัวใหม่ที่จะบรรจุมากับระบบปฏิบัติการ iOS 9 อย่าง News ซึ่งแน่นอนว่าออกแบบมาอำนวยความสะดวกพร้อมเป็นศูนย์รวมของการอัพเดทติดตามข่าวสารต่างๆ ที่จะสรุปรวมเอาไว้ได้ในแอปพลิเคชั่นตัวเดียว โดยผู้ใช้งานจะมีช่องทางการรับข่าวสารได้อย่างเหมาะสม พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน โดยตัวเลือกนั้นมีตั้งแต่ข่าวสารทั่วไป กีฬา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การทำอาหาร แฟชั่น จากบรรดาสื่อสารชั้นนำเป็นที่รู้จักกันดีจากสหรัฐ ถูกจัดเรียงพร้อมนำเสนอเอาไว้อย่างสวยงามตรงกับความสนใจหรือโฟกัสที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ ทั้งหมดออกแบบภายใต้แนวทางของ Apple โดยพวกเขาเชื่อว่านี่จะเป็นการยกระดับประสบการณ์การติดตามอ่านข่าวสารข้อมูลในมิติใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นจะมีบริการใน สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ก่อนเป็นสามประเทศแรก
ข้ามมาทางด้านของ iPad บนระบบปฏิบัติการ iOS 9 นั้นก็มีการปรับปรุงเพิ่มความสามารถใหญ่ๆ อยู่ด้วยกันสองประการ คือ ระบบคีย์บอร์ด QuickType โดยจัดการเพิ่มปุ่มทางลัดสำหรับการเรียงตัวอักษร เลือกทั้งหมด คัดลอก และ วาง นอกจากนั้นยังมีความสามารถใหม่แบบที่ใช้สองนิ้วในระบบมัลติทัชลากขึ้นบน-ลงล่าง เพื่อเลือกพารากราฟข้อความที่ต้องการได้อย่างง่ายดายเสมือนการใช้งาน Trackpad โดยทางผู้นำเสนออย่าง Federighi นั้นระบุว่า มันเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่สร้างสรรค์ขึ้นได้จากหน้าจอระบบมัลติทัช
และสำหรับอีกสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนคาดหวังและรอคอย ก็อาจจะเป็นระบบ Multi-tasking บนระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ พร้อมเปิดตัวกับ iPad และ iPhone แล้วอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมาช้ากว่าคู่แข่งแต่ทาง Apple ท่าทางจะปรับปรุงออกมาให้เหมาะสมและมีอนิเมชั่นความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยที่น่าสนใจกว่า บนเวทีนั้นมีการสาธิตในการแบ่งหน้าจอให้สามารถทำงานได้สองโปรแกรม เช่น การท่องอินเตอร์เนตผ่านเว็บเบราเซอร์ก็สามารถตอบโต้แชทข้อความ หรืออีเมลล์ได้ในจอเล็กมุมขวา หรือ เปิดดูตารางปฏิทินนัดหมายได้ในหน้าเดียว ด้วยสัดส่วนจอ 70/30 และความสามารถในการแบ่งหน้าจอในสัดส่วน 50/50 อันนี้จะสนับสนุนเฉพาะกับ iPad ให้สามารถใช้งานได้พร้อมกันสองแอปพลิเคชั่นอย่างรอคอยกัน อีกหนึ่งลูกเล่นของระบบ iOS Multi-tasking นั้น ระหว่างการดูวีดีโอถ้าเกิดมีข้อความด่วนที่ต้องสลับหน้าจอไปทันที เมื่อเปลี่ยนจอแล้วตัววีดีโอก็ยังจะติดตามไปด้วยเป็นจอขนาดเล็กให้ได้ดูกันอย่างต่อเนื่อง โดยถ้าเล็กไปผู้ใช้งานก็สามารถใช้มัลติทัชในการขยายหน้าจอเพิ่มได้อีกระดับหนึ่ง โดยโหมดการแบ่งหน้าจอ 50/50 นั้นใช้งานได้กับ iPad Air 2 ส่วนการแบ่งหน้าจอ 70/30 นั้นได้กับ iPad Air และ iPad Mini 2 ขึ้นไป
ต่อไปเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างแบตเตอรี่ ซึ่งทาง Apple ระบุว่าพวกเขารับทราบถึงปัญหาที่ในหลายๆ ครั้งแบตเตอรี่ไม่เหลือพอใช้ครบวัน ทำให้ต้องเข้าไปเปิด-ปิดการเชื่อมต่อต่างๆ รวมไปถึงลดแสงสว่างหน้าจอลงจนมืดทึบยากลำบากต่อการใช้งาน เพราะ เกรงว่าแบตเตอรี่หมด แต่ใน iOS 9 ทาง Apple ก็จะเพิ่มระบบ Low-Power Mode เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน โดยสามารถเปิดการทำงานได้ด้วยคลิกเดียวเพื่อเปิดการทำงานของระบบซึ่งจะจัดการทุกอย่างอัตโนมัติให้เหมาะสมกับปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือน้อย โดยทาง Apple อ้างว่าเมื่อเปิดใช้งานแล้วต่อให้แบตเตอรี่เหลือน้อยก็ยังสามารถใช้งานพื้นฐานได้เฉลี่ยอีกประมาณ 3 ชั่วโมง การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานก็ถูกนำมาพูดถึงและยืนยันว่าจะไม่มีดึงกลับไปเซิร์ฟเวอร์ของ Apple หรือแอปพลิเคชั่นตัวใดๆ ก็ตาม ทุกอย่างจะเก็บและรักษาความปลอดภัความเป็นส่วนตัวเอาไว้ภายในเครื่องเท่านั้น ปิดท้ายด้วยการอัพเดทระบบ iOS 9 นั้นจะใช้พื้นที่เพียง 1.8GB ซึ่งลดลงมากจากตอนอัพเดท iOS 8 ที่ต้องการพื้นที่ว่างมากถึง 4.6GB ก็นับเป็นข่าวดีเล็กๆ
ต่อไปเป็นรายละเอียดของระบบชุดคำสั่งกราฟฟิค Metal ก็มีกาปรับปรุงให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น SpriteKit, SceneKit GameplayKit และ ReplayKit ถูกแยกย่อยเพิ่มเติมออกมา ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างประสบการณ์การเล่นเกมส์ที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทางด้านของ HealthKit นั้นก็รองรับการใช้งานเซ็นเซอร์มากขึ้น โดยเฉพาะ ปริมาณน้ำในร่างกาย วัดอัตราแสดงอัลตราไวโอเลต หรือ การนอนหลับ เก็บสะสมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบระเบียบและละเอียดมากขึ้น ต่อไปเป็นระบบ HomeKit ที่รองรับการตรวจจับเซ็นเซอร์ต่างๆ รอบบ้าน เช่น คาร์บอนมอนน๊อกไซด์ ตรวจจับความเคลื่อนไหวและระบบรักษาความปลอดภัย เช่นเดียวกับ ระบบกล้องวงจรปิด ทุกอย่างจะถุกเชื่อมต่อผ่านกับระบบ iCloud โดยผู้ใช้งานจะสามารถเปิดดูได้ตลอดเวลาจากอุปกรณ์ iPhone หรือ iPad ความสามารถ CarPlay ระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับรถยนต์นั้น ก็จะสามารถใช้งานเชื่อมต่อกันกับโทรศัพท์ได้อย่างไร้รอยต่อ และทำงานได้แบบไร้สายระหว่างระบบรถยนต์และโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน
และสำหรับอุปกรณ์ที่รองรับการอัพเดทระบบปฏิบัติการ Apple iOS 9 นั้นจะสนับสนุนอุปกรณ์ตั้งแต่ iPad 2 และ iPhone 4s ขึ้นไป
ทางด้าน Apple Watch ก็มีการเปิดตัวระบบ watchOS แฟลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาทำได้อย่างเปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น โดยเวอร์ชั่นใหม่จะเป็น watchOS 2 มีจุดเด่นในการของการตั้งวอลเปเปอร์ Watch Face แบบภาพนิ่งได้เองตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นภาพเดี่ยว อัลบั้มภาพ หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหวแบบ Time-lapse Face โดยจะเป็นรูปสถานที่สำคัญตามเมืองใหญ่ๆ เช่น นิวยอร์ค, ลอนดอน หรือ ฮ่องกง
การเชื่อมต่อสื่อสารที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม ระบบ Time Travel สามารถดูกำหนดการนัดหมายล่วงหน้าได้ง่ายๆ และในหน้าแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ไฟล์ทเที่ยวบิน สกอร์การแข่งขันกีฬา สภาพอากาศ ผู้ใช้งานก็สามารถปรับแต่งการแจ้งเตือนได้ตามชอบใจ ต่อมากับระบบ Nightstand Mode เป็นโหมดการทำงานระหว่างชาร์ตแบตเตอรี่ซึ่งจะแสดงผลเวลาเพียงอย่างเดียวพร้อมกับการตั้งปลุก และรองรับการใช้งานร่วมกับ Siri สามารถสั่งงานพิมพ์ข้อความส่งอีเมลล์ด้วยเสียง
ใช้งาน Wallet และจ่ายเงิน Apple Pay ได้ด้วยระบบการเชื่อมต่อ NFC ในด้านของระบบตรวจวัดข้อมูลสุขภาพก็อัพเดทให้สร้างเป้าหมายการออกกำลังกายต่างๆ ได้สะดวกขึ้น เช่นเดียวกับการรองรับใช้งาน Apple Maps ซึ่งในระยะเวลาเพียงไม่นาน Apple ก็สามารถนำเอาฟีเจอร์สำคัญๆ ของ iPhone มาบรรจุใช้งานได้กับ Apple Watch หลายๆ อย่างแล้ว ซึ่งจะอำนวยความสะดวกได้ดีกว่าเดิม การเข้าถึงระบบไมโครโฟน ลำโพง หน้าจอสามารถแสดงผลวีดีโอสั้นๆ ได้ อีกทั้งยังสนับสนุน HealthKit, HomeKit อย่างเพียบพร้อม
โดย watchOS 2 จะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเช่นเดียวกับทาง iOS 9



























