ก่อนหน้านี้ทางทีมงานได้รีวิวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT Training Edition สำหรับคนสายออกกำลังไปแล้ว ซึ่งคราวนี้ก็จะมารีวิวหูฟังจากตระกูล BackBeat FIT ให้ได้ดูกันอีกหนึ่งรุ่น นั่นคือ BackBeat FIT 305 ที่ทางบริษัท ซิสเท็ม 2000 จำกัด ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Plantronics ในประเทศไทย นำมาเปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น และส่วนอีกรุ่นหนึ่งนั้นก็จะเป็น BackBeat FIT 505
คุณสมบัติเด่นของหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305
- ฟังเพลงได้ต่อเนื่องนาน 6 ชั่วโมง และสนทนาโทรศัพท์ได้ต่อเนื่องนาน 6 ชั่วโมง
- สแตนบายได้นานสูงสุด 10 วัน และเข้าสู่โหมด DeepSleep หรือประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้นานสูงสุด 6 เดือน
- น้ำหนักเบา 14 กรัม
- เคลือบ P2i กันน้ำและละอองเหงื่อได้ตามมาตรฐาน IPX5
- รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้งระบบ iOS / Android โดยเชื่อมต่อได้สูงสุด 2 อุปกรณ์พร้อมกัน
- ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.1
- รองรับ A2DP V1.2 และ AVRCP V1.4
- ระบบเสียง HD Voice
- ตอบสนองต่อย่านความถี่ 20 Hz – 20 kHz
เมื่อแกะกล่องออกมาก็จะพบกับ ตัวหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305, สายชาร์จมาตรฐานชนิด Micro USB 2.0, หูเจลสำรอง, ถุงผ้าใส่หูฟัง, ใบคู่มือประกอบการใช้งาน และเอกสารการรับประกัน
สำหรับหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305 นี้จะเป็นหูฟังบลูทูธแบบ In-Ear หรือสอดหูขนาดกะทัดรัด มีน้ำหนักที่เบามากๆ เพียง 14 กรัมเท่านั้น สามารถสวมใส่สบายได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบฟังเพลงเพลินๆ ยามว่างหรือเดินเล่น และแม้แต่จะใส่ออกกำลังกายแบบเบาๆ ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว
งานดีไซน์ของหูฟังรุ่นนี้ที่นอกจากจะเน้นรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตแล้ว ยังผสมความเป็นแฟชั่นได้อย่างสวยงามลงตัวมากๆ มีการใส่ลูกเล่นที่สายเคเบิลและตัวหูฟังทั้งสองข้างด้วยสีคนละสีที่ตัดกัน อย่างตัวนี้ก็จะเป็นสีดำกับเทา (หูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305 มี 4 สี คือ ดำ/เทา, น้ำเงินเข้ม/ฟ้า, เทา/ชมพู และเทา/เขียวมะนาว)
สายเคเบิลของ Plantronics BackBeat FIT 305 จะเป็นแบบสายถักงานประณีตลงรายละเอียดดีมาก ฝั่งที่เป็นสีรองจะอยู่ใกล้กับตัวคอนโทรลซึ่งอยู่ที่หูด้านขวา ข้อดีของการมีสองสีแบบนี้คือช่วยทำให้จำได้ง่ายด้วยว่าสีไหนใส่หูข้างใดนั่นเอง ตัวจุกยางของหูฟังจะมีมาให้ 3 ขนาด คือ S, M และ L จึงสามารถเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสมของรูหูแต่ละคนได้ และที่ตัวจุกยางเองยังมีส่วนของยางรูปวงรีที่ช่วยทำให้กระชับกับใบหูได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อีกทั้งมีการเคลือบ P2i สามารถกันน้ำและละอองเหงื่อได้ตามมาตรฐาน IPX5
ตรงกลางของสายเคเบิลจะมีตัวหนีบ ที่จะเอาไว้ใช้หนีบกับปกคอเสื้อเพื่อป้องกันการหล่น หรือจะเอาไว้รวบสายให้กระชับขึ้นก็ได้เช่นเดียวกัน
ที่ตัวคอนโทรล จะมีปุ่มกดหลักๆ เพียง 3 ปุ่ม คือ ปุ่มรูปทรงสี่เหลี่ยม ใช้สำหรับเปิด/ปิดตัวหูฟัง เข้าโหมด Voice ของโทรศัพท์ สนทนาโทรศัพท์ เล่น/หยุดเพลง อีกปุ่มหนึ่งเป็นปุ่มรูปเครื่องหมาย + ใช้สำหรับเพิ่มเสียง เปลี่ยนเพลงไปยังแทร็กถัดไป ปิดไมค์ ส่วนปุ่มสุดท้ายเป็นปุ่มรูปเครื่องหมาย – ใช้สำหรับลดเสียง และย้อนกลับเพลงไปยังแทร็กก่อนหน้า
นอกจากปุ่มกดหลักทั้ง 3 ปุ่มแล้ว ก็จะมีไมค์สำหรับสนทนาและไฟ LED ขณะที่ด้านข้างของตัวคอนโทรลก็จะมีช่องสำหรับเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ โดยระยะเวลาทำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง
การเริ่มต้นใช้งาน ให้เปิดตัวหูฟังโดยการกดปุ่มรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ตัวคอนโทรลค้างไว้ประมาณ 4 วินาที จนกว่าจะได้ยินคำว่า Power On (เปิดเครื่อง) โดยครั้งแรกของการใช้งานจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ก่อน ก็กดปุ่มเปิด/ปิด จนกว่าจะได้ยินคำว่า Pairing (โหมดจับคู่) และไฟ LED จะกระพริบเป็นสีแดงและสีน้ำเงินสลับกัน
จากนั้นเปิดบลูทูธที่โทรศัพท์และกำหนดค่าให้ค้นหาอุปกรณ์ใหม่ และเลือกชื่ออุปกรณ์ PLT BBFIT300 Series และเมื่อหูฟังจับคู่กับโทรศัพท์เสร็จแล้ว จะได้ยิน Pairing Successful (การจับคู่สำเร็จ) และไฟสัญญาณจะหยุดกระพริบ ถ้าหากต้องการเลิกใช้งานก็ให้ปิดตัวหูฟังโดยกดปุ่มเปิด/ปิด อีกครั้งจนกว่าจะได้ยินคำว่า Power Off (ปิดเครื่อง) ส่วนโทรศัพท์เครื่องไหนที่เคยเชื่อมต่อกับหูฟังแล้ว ครั้งต่อๆ ไปเมื่อเปิดใช้งานหูฟังจะทำการเชื่อมต่อโทรศัพท์ให้โดยอัตโนมัติ
การเล่นเพลงให้กดปุ่มรูปทรงสี่เหลี่ยมเพียงครั้งเดียว และถ้ากดอีกครั้งก็จะเป็นการหยุดเพลงไว้ชั่วคราว ส่วนการข้ามเพลงไปยังแทร็กถัดไป ให้กดปุ่มรูปเครื่องหมาย + ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที หรือการเล่นเพลงแทร็กก่อนหน้า ก็ให้กดปุ่มรูปเครื่องหมาย – ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที
ข้อสังเกตคือ ทุกคำสั่งการใช้งานที่เราได้ยินจะเป็นเสียงภาษาอังกฤษ และทุกครั้งที่เปิดหูฟังใช้งาน หลังจากได้ยินคำว่า Power On (เปิดเครื่อง) ก็จะมีแจ้งเตือนสถานะของแบตเตอรี่ตามมาให้เราทราบด้วยด้วยว่าแบตฯ เหลือมาก ปานกลาง หรือน้อย และในขณะที่เราฟังเพลงหรือใช้งานหูฟังอยู่นั้น ก็จะมีแจ้งเตือนอยู่เป็นระยะด้วยเช่นด้วยกัน
การทดสอบใช้งานจริง ตอนสวมใส่ครั้งแรกค่อนข้างประทับใจมาก ตัวหูฟังเข้ารับกับหูและกระชับดี ไม่เลื่อนหลุดง่าย อีกทั้งน้ำหนักที่เบามากจริงๆ เวลาใช้งานก็คล่องตัว ความยาวโดยรวมของสายจากหูด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งวัดได้ประมาณ 60 เซนติเมตรเท่านั้น ช่วยให้พกพาสบายและม้วนเก็บได้ง่าย
ในเรื่องของด้านเสียง ก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้งานดีไซน์ เก็บรายละเอียดของเสียงดนตรีได้ครบอยู่เหมือนกัน เสียงออกแนวใสๆ แต่เพราะแบบธรรมชาติดี เบสมาแบบพอดีๆ อาจจะไม่หนักเท่าตัว BackBeat FIT Training Edition แต่ก็ค่อนข้างใกล้เคียงกัน
สำหรับหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305 ก็มาพร้อมกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไปและเข้าถึงได้ โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3,190 บาท และสำหรับผู้ที่ซื้อหูฟัง Plantronics ตระกูล BackBeat FIT ในราคาเต็ม สามารถนำใบเสร็จมาลงทะเบียนเพื่อรับประกันสินค้าเพิ่มเป็น 2 ปี ได้ผ่านเว็บไซต์ www.systems2000.co.th/warranty/ ได้เลย
โดยรวมแล้วก็มองว่าหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305 เป็นหนึ่งในหูฟังบลูทูธที่น่าสนใจทีเดียว ใส่ได้นานตลอดทั้งวันแบบไม่เจ็บหู น้ำหนักเบาพกพาง่าย เวลาไม่ได้ใช้งานเอาคล้องคอไว้ก็ยังดูเท่ พร้อมทั้งประสิทธิภาพหรือฟีเจอร์ในการใช้งานก็สะดวกและเข้าใจง่ายเช่นกัน อีกทั้งราคาที่ค่อนข้างคุ้มค่าสมค่าตัว
ทั้งนี้ หากใครสนใจหรืออยากไปลองสัมผัสดูว่าหูฟัง Plantronics BackBeat FIT 305 รุ่นนี้จะโดนใจมากน้อยแค่ไหน ก็เตรียมตัวไปดูได้ที่งานมหกรรมโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตครั้งแรกของปี Thailand Mobile Expo 2018 หรือ TME2018 ที่จะมีในวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นั่นเอง