เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนก็คงเริ่มที่จะงัดวันหยุด วันลาพักร้อนมาใช้ เพื่อตระเวนหาสายลมหนาวกันในต่างแดนแบบยาวๆ และประเทศญี่ปุ่น ก็น่าจะเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่คนไทยจะเดินทางมากัน ซึ่งสิ่งสำคัญนอกเหนือจากเรื่องที่พัก กับตั๋วเครื่องบินแล้ว เรื่องของการใช้งานอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน
ทางเลือกสำหรับคำตอบนี้ก็มีมากมายครับ ตั้งแต่ใช้ พ็อคเก็ตไวไฟ, ใช้ซิมของผู้ให้บริการเครือข่ายตามประเทศที่จะไป และอีกวิธีคือการใช้ซิมโรมมิ่งแบบเติมเงินของผู้ให้บริการในไทยที่มีให้เลือกกันทั้ง 3 ค่าย ไม่ว่าจะเป็น dtac GO! อินเตอร์ , AIS SIM2Fly หรือ TrueMove H Travel SIM ซึ่งจะมีความแตกต่างกันเช่นไร เรามาดูไปพร้อมๆกัน
ตัวเลือกแพ็คเกจ และช่องทางการจำหน่าย
ในการเดินทางครั้งนี้เรามากันที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และมีระยะเวลาที่จะอยู่ที่นี้กันทั้งหมด 6 วันรวมวัน ไป-กลับ ซึ่งทั้ง AIS SIM2Fly และ TrueMove H Travel SIM Asia จะมีตัวเลือกเป็นแพ็คเกจเน็ต Non-Stop 4GB นาน 8 วัน ในราคา 399 บาท ขณะที่ dtac GO! อินเตอร์ ก็มีราคา 399 บาทเช่นกัน แต่จะให้ระยะเวลานานกว่าคู่แข่งเป็น 10 วันครับ
- AIS SIM2Fly
ซิมตัวนี้สามารถหาซื้อได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่าน AIS Online Store และเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิกก็ขอแนะนำว่าควรสั่งล่วงหน้าก่อนวันเดินทางประมาณ 1 สัปดาห์ครับ หรือถ้าสะดวกก็สามารถไปซื้อได้ทางหน้าร้านที่ AIS Shop ทุกสาขา รวมทั้งช็อปบริเวณ ชั้น 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ และชั้น 1 ของ สนามบินดอนเมือง แถวทางเชื่อมระหว่างอาคาร 1 และ อาคาร 2 หรือร้าน Family Mart ที่ร่วมรายการ
SIM2Fly แพ็คเกจ 399 บาท สามารถใช้งานได้ที่ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงค์โปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ลาว, อินเดีย, ไต้หวัน, มาเก๊า, ฟิลิปปินส์, กันพูชา, เมียนมาร์, ออสเตรเลีย, เนปาล, อินโดนีเซีย, กาตาร์ และศรีลังกา แต่สำหรับอินเดีย จะใช้งานไม่ได้ในบางรัฐ ขณะที่การใช้งาน 4G หรือ 3G จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ร่วมให้บริการในต่างประเทศ
ตัวซฺิมจะมาพร้อมแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต 4G จำนวน 4GB นาน 8 วัน ในกรณีที่ใช้หมดก่อนเน็ตก็จะติด FUP ลดความเร็วลงมาเหลือ 128kbps ด้านเรตค่าให้บริการในญี่ปุ่น โทรกลับไทย หรือ โทรหาเลขหมายประเทศที่โรมมิ่งจะอยู่ที่ 6 บาท/นาที หากโทรหาเลขหมายในประเทศอื่นๆ อยู่ที่ 35 บาท/นาที สำหรับค่ารับสายจะอยู่ที่ 6 บาท/นาที ส่ง SMS 6 บาท/ครั้ง และรับ SMS ฟรี ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งเทคโนโลยี Wifi Calling หรือการโทรฯผ่านแอปฯ อย่าง LINE หรือ Messenger ก็ช่วยประหยัดเรื่องค่าโทร ค่า SMS ได้สบายๆครับ
ด้านแพ็คเกจภายใน SIM2Fly ก็ไม่มีอะไรมากมีแค่คู่มือการใช้งาน กับซิมแบบ 3-in-1 เลือกเปลี่ยนได้ 3 ขนาดตามสมาร์ทโฟนที่รองรับ
สำหรับคนที่มี SIM2Fly อยู่แล้วก็ยังสามารถนำกลับมาใช้งานในครั้งต่อไปได้ เพียงแค่สมัครแพ็คเกจใหม่ ซึ่งปัจจุบันแพ็คเก็จของ เอเชีย และ ออสเตรเลีย จะมี 299 บาท ใช้งานเน็ต 4GB นาน 8 วัน กับ 119 บาท ใช้งาน 1GB นาน 2 วัน
- TrueMove H Travel SIM Asia
ซิมของ TrueMove H ที่เราเลือกมาคือ Travel SIM Asia ใช้เน็ตได้ Non-Stop จำนวน 4GB นาน 8 วัน ราคาอยู่ที่ 299 บาท รองรับการใช้งานในประเทศ สิงคโปร์, เกาหลีใต้, กัมพูชา, กาตาร์, จีน, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, มาเก๊า, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ ฮ่องกง
ตัวเน็ตในกรณีที่ใช้หมด 4GB จะติด FUP ที่ 128kbps ค่าโทรออก/รับสาย ในญี่ปุ่น อยู่ที่ 33 บาท/นาที ส่ง SMS 11 บาท/ข้อความ ในกรณีที่เน็ตหมดหรือจะเดินทางไปต่างประเทศครั้งหน้าก็แค่สมัครแพ็คเกจเสริมของ Travel SIM Asia มีให้เลือกทั้ง 1GB นาน 3 วัน ราคา 150 บาท หรือ 4GB นาน 8 วัน ราคา 299 บาทครับ
ช่องทางการจำหน่ายของ TrueMove H Travel Sim สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน True Shop ทั้ง 239 สาขา รวมทั้งสาขาในสนามบินช็อปบริเวณ ชั้น 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ และชั้น 1 ของ สนามบินดอนเมือง แถวทางเชื่อมระหว่างอาคาร 1 และ อาคาร 2 ขณะที่แพ็คเกจก็เหมือน AIS คือมีคู่มือการใช้งาน และซิมแบบ 3-in-1
- dtac GO! อินเตอร์
ซิม dtac GO! อินเตอร์ จะมีให้เลือกแค่แบบเดียวครับ ตามสไตล์ซิมเดียวจบ ครบ ง่าย ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้ 23 ประเทศทั่วโลก โดยที่ฝั่งเอเชียจะรองรับการใช้งานใน ญี่ปุ่น, จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ
ตัวซิมจะมาพร้อมแพ็คเกจใช้งานเน็ตด้วยความเร็วสูงสุด 4GB ในระยะเวลา 10 วัน หลังจากใช้งานครบตามปริมาณที่กำหนด ก็จะสามารถใช้เน็ตได้ต่อเนื่องจนครบกำหนดด้วยความเร็วที่ติด FUP ที่ 128Kbps และมีการแถมเน็ตให้ใช้แบบไม่จำกัดที่ไทยหลังเปิดใช้ซิม 6 ชั่วโมง เหมาะกับช่วงที่ต้องรอขึ้นเครื่องนานๆ ก็เสียบซิมนี้ใช้ได้เลยไม่ต้องรอไปเปิดในต่างประเทศ แต่แพ็คเกจฟรี 6 ชั่วโมงนี้จะใช้ได้เฉพาะตอนที่เปิดใช้งานซิมที่ไทยเท่านั้นนะครับ
ช่องการจำหน่ายตัวซิม dtac GO! อินเตอร์ ก็ต้องบอกก่อนว่า หากจะหาซื้อที่สนามบิน จะมีขายเฉพาะสนามบินดอนเมือง และ dtac Hall ทั้ง 28 สาขาเท่านั้น ใครจะใช้ก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าให้ดีๆ และตัว dtac GO! อินเตอร์ ไม่มีแพ็คเกจเสริม ในกรณีที่จะต้องใช้งานเกิน 10 วันก็ต้องพกซิมไปเพิ่มอย่างเดียว ด้านเรตค่าให้บริการในญี่ปุ่น โทรกลับไทย หรือโทรในต่างประเทศอยู่ที่ 16 บาท/นาที โทรข้ามประเทศ 35 บาท / นาที รับสายคิด 20 บาท/นาที ส่งข้อความ 6 บาท/ครั้ง และรับข้อความฟรี
ขณะที่ตัวซิมเมื่อหมดระยะเวลา 10 วันแล้ว ก็จะกลายเป็นซิมเติมเงินธรรมดาที่ใช้ได้แค่ในไทยเท่านั้น โดยมีค่าโทรในประเทศทุกเครือข่าย 0.94 บาท/นาที, SMS 3 บาท/ข้อความ, MMS 6 บาท/ข้อความ และ อินเตอร์เน็ต 1.99 บาท/MB (ราคาไม่รวม VAT) และถ้าจะเดินทางก็ต้องซื้อซิมใหม่อย่างเดียว
แต่ที่ต้องขอชม dtac เลยคือเรื่องของที่ติดมาให้นอกจากจะมีของพื้นฐานอย่างคู่มือการใช้งานและซิมแบบ 3-In-1 แล้ว ทาง dtac จะให้ซองสำหรับเก็บซิม และเข็มจิ้มซิมมาให้ด้วยครับ ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกของนักเดินทางหลายๆคนที่มักจะลืมพกเข็มจิ้มซิมติดตัวมาสนามบิน รวมทั้งการหาที่เก็บซิมที่ถอดออกมา ทำมีโอกาสจะทำหายได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ใครที่ไปซื้อซิมในช่วงนี้ทางค่ายสีฟ้าก็มีกระเป๋าพรีเมี่ยมสำหรับใส่ของแถมมาให้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตัวกระเป๋านี้จะแจกกันถึงวันที่ 22 กันยายนนี้เท่านั้นหรือจนกว่าของจะหมด แต่ที่ไปซื้อมาเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมก็ยังคงได้ของอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับกระเป๋าที่เหลืออยู่ของ dtac Hall แต่ละสาขาด้วย
การใช้งาน
การเปรียบเทียบครั้งนี้เราจะใช้อุปกรณ์เป็น Samsung Galaxy Note8 ซึ่งเป็นเรือธงระบบ Android รุ่นล่าสุดของ Samsung ในปี 2017 โดยที่จุดทดสอบจะเป็นแถวสถานีนิปโปริ เขตอะระกะวะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
การเปิดใช้งานซิมของทั้ง 3 ค่ายก็เหมือนๆกับครับซึ่งส่วนใหญ่พนักงานจะแนะนำให้ลูกค้าลงทะเบียนใช้งานซิม และเปิดใช้งานก่อนขึ้นเครื่อง หรือเมื่อไปถึงจุดหมายแล้ว สำหรับสมาร์ทโฟนที่รองรับการทำงานสองซิมก็ให้ใส่ซิมที่ได้มาเป็นซิมแรก
- AIS : เจ้าหน้าที่จะลงทะเบียน แล้วหลังจากใส่ซิมเปิดดาต้าโรมมิ่ง และกด *120 แล้วโทรออกก็จะเป็นการเปิดใช้งานทันที
- TrueMove H : ลงทะเบียนซิมการ์ด พร้อมเติมเงิน ก่อนเปิดใช้งาน และเมื่อเสียบซิมเข้าเครื่องเปิดดาต้าโรมมิ่งก็ใช้งานได้ทันที
- dtac : ลงทะเบียนซิม ใส่ซิมเข้าเครื่อง เปิดดาต้าโรมมิ่ง ก็ใช้งานได้ทันที
สำหรับตัวเครือข่ายของผู้ให้บริการร่วมในประเทศญี่ปุ่นของแต่ละค่ายจะมีแค่ AIS ที่จับกับ Softbank ที่มีการให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 900(B08) / 1500(B11) / 1800(B03) / 2100(B01)MHz ขณะที่ TrueMove H กับ dtac จับกับ NTT DoCoMo ที่มีการใช้บริการคลื่นความถี่ 800(B19) / 1500(B21) / 1800(B03) / 2100(B01)MHz
มาดูกันที่ตัว Speed Test ซิมเติมเงินแบบโรมมิ่งของ AIS ,dtac และ TrueMove H สามารถจับสัญญานแบบ CA (จักสัญญาณมากกว่า 1 เครือข่าย) หรือ 4G+ ในนิปโปริ ได้อย่างไม่มีปัญหา เช่นเดียวกันกับการใช้งานในส่วนอื่นๆของ โตเกียว ไม่ว่าจะเป็น อากิฮาบาระ, อุเอโนะ และ ชินจูกุ แต่ถ้ามีเมฆครึมฝนตก คุณภาพของสัญญานก็มีดร็อปไปบ้างเล็กน้อย
หากขยับออกมาทางชานเมือง อาทิเช่น เส้นทางรถไฟ ระหว่าง โตเกียว กับ สนามบินนาริตะ ขีดสัญญาณก็อาจจะลดลงไปบ้างในบางพื้นที่ แต่ภาพรวมไม่กระทบต่อการใช้งานครับ ส่วนความเร็วที่ได้จากการทดสอบแถว นิปโปริ เป็นดังนี้
- AIS SIM2Fly
- TrueMove H Travel SIM Asia
- dtac GO! อินเตอร์
ด้านเซอร์วิสในต่างแดนของ AIS ตัวลูกค้าสามารถเติมเงิน ซื้อแพ็คเกจใช้งานเพิ่มเติมได้ง่ายๆผ่านเว็บไซต์ http://www.ais.co.th/sim2fly/ (เปิดผ่านมือถือ) หรือระบบ AIS eService โดยตัดเงินผ่านบัตรเครดิต หากมีปัญหาเรื่องการใช้งานติดต่อ Call Center ได้ที่เบอร์ +6622719000 (เสียค่าบริการตามอัตราต่างประเทศ)
ด้านคนที่ใช้งาน TrueMove H Travel SIM Asia จัดการแพ็คเกจหรือซื้อเพิ่มเติมได้ผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMove H Roaming มีทั้งของ iOS และ Android หรือเติมเงินออนไลน์ผ่าน Truemove-h.com/easytopup หรือ True iService Application ขณะที่เบอร์ Call Center +66891001331 (ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง)
ในส่วนของ dtac GO! อินเตอร์ ไม่มีแพ็คเกจเสริมครับใช้หมดก็คือติด FUP 128Kbps ต่อจนกระทั่งวันหมด สำหรับการติดต่อดีแทค Call Center ในต่างประเทศโทร +6622028100 (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
แน่นอนว่าการใช้งานซิมประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไปในเชิงท่องเที่ยวครับ เน็ตส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเปิด Google Map เพื่อค้นหาเส้นทาง, เปิดเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูล รวมถึงการอัพเดต โพสต์รูป โพสต์คลิปสั้นๆ ลงบน Social Network ด้วยสปีดตามการทดสอบถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแนวนี้อย่างแน่นอน
ด้านปริมาณเน็ตถ้าไม่เอามาทำ Live หรือดูคลิปหนักๆ จำนวน 4GB ที่แต่ละค่ายให้มาเท่ากันก็ถือว่าเพียงพอครับ ตัวราคาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้านับเป็นจำนวนวัน dtac ที่ให้มา 10 วัน ขณะที่อีกสองค่ายให้มา 8 วันก็ถือว่าฝั่งสีฟ้ามาวิน แต่ในทางกลับกันถ้ามองเรื่องความง่ายในการหาซื้อหรือการซื้อแพ็คเกจเสริมก็ต้องให้ AIS กับ TrueMove H ที่เหนือกว่าทั้งจำนวนช็อปที่วางขาย และยังมีขายซิมตัวนี้ที่สนามบินด้วย ขณะที่ของ dtac จะซื้อได้เฉพาะที่ dtac Hall ที่มีอยู่ 28 สาขาเท่านั้นจึงไม่ตอบโจทย์ในจังหวะเร่งรีบอย่างแน่นอน
สำหรับการใช้งานหลังจบทริป ตัวซิม Travel SIM กับ SIM2Fly ก็ยังเก็บไว้ใช้ต่อในทริปหน้าได้ครับ เปิดแพ็คเกจใหม่แบบไม่คิดค่าซิมในราคา 299 บาท ได้เน็ต 4GB นาน 8 วัน เท่ากัน แต่จากข้อมูลตัวแพ็คเกจของ SIM2Fly จะมีอายุถึงแค่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งปีหน้าถ้ามีแพ็คเกจราคาใหม่ออกมาจะนำข่าวมาอัพเดตกันอีกที
ทาง GO! อินเตอร์ ของ dtac ยังสามารถเอากลับมาใช้งานต่อในไทยได้เหมือนซิมเติมเงินทั่วไป ถ้าจะออกทริปอีกก็ต้องซื้อซิมใหม่อย่างเดียว ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์กับคนที่ไปต่างประเทศบ่อยๆ ทว่าสิ่งที่จุดเด่นของซิมนี้คือการจบในตัวเดียว ใช้ง่าย สามารถนำไปตระเวนใช้งานได้เลย 23 ประเทศทั่วโลกในราคาแพ็คเกจเดียวคือ 399 บาท ไม่ได้มีการแบ่งซอยราคาออกเป็นซิมเอเชีย ซิมยุโรป หรือซิมรอบโลกแบบค่ายอื่นๆ
ถ้าจะให้ฟันธงไปเลยว่าของใครดีกว่า ถือว่าตัดสินยากครับ เพราะแต่ละฝ่ายก็มีจุดเด่นที่ต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน รวมถึงความแข็งแรงด้านเครือข่ายของผู้ให้บริการร่วมที่อยู่ประเทศปลายทาง แต่จากข้อมูลที่เรานำมาเปรียบเทียบกัน ก็น่าจะช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ว่าเดินทางครั้งต่อไปจะเลือกใช้ค่ายไหนดี





