ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยโฉม EcoStruxure สถาปัตยกรรม และแพลตฟอร์มจัดการพลังงานล้ำยุค พร้อมเปิดตัว Customer Experience Center โชว์เคสสถาปัตยกรรมนวัตกรรมการจัดการพลังงานในอนาคต ในรูปแบบการใช้งานจริง
นวัตกรรมของชไนเดอร์ฯ เป็นการนำ IoT มาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพสนองต่อแนวโน้มของโลกพลังงานใหม่ประกอบด้วย
- More Electric : ความต้องการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าที่จะโตมากกว่า 2 เท่าในปี 2040 และในอีก 25 ปีปริมาณการใช้งานพลังสีเขียวจะเพิ่ม 40%
- More Digitized : การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้นด้วยจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบสูงกว่าจำนวนประชากร 20 เท่า
- More Decarbonized : ลดปริมาณก๊าซคาร์บอน 82% ด้วยศักยภาพเชิงเศรษฐศาสตร์การจัดการพลังงานในอาคาร
- More Decentralized : เพิ่มจำนวนศูนย์จ่ายพลังงานในรูปแบบพลังงานทดแทน 70% ภายในปี 2040
EcoStruxure จะช่วยให้โซลูชั่นด้าน IoT สามารถต่อเชื่อม เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และดำเนินการได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะนำไปใช้ในอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานอุตสาหกรรม และโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อเมืองอัจฉริยะ ที่ใช้พลังงานกว่า 70% ของการใช้พลังงานทั่วโลก ตัวแพลตฟอร์มมี 3 เลเยอร์ ประกอบด้วย
- Connected Product : พัฒนาโปรดักซ์ที่เชื่อมต่อการทำงานด้วยระบบอัจฉริยะที่ฝังอยู่ ทำให้ตัวอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถพูดคุยเชื่อมต่อการได้
- Edge Control : ระบบควบคุมเชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการ ทำบริหารงานได้ทั้งบนระบบปกติและบนคลาวด์ อีกทั้งสามารถให้เข้าถึงระบบจากระยะไกลได้ โดยมีระบบป้องกันไฟร์วอลล์และระบบควบคุมเครือข่ายภายใน
- App , Analytics & Services : พัฒนาหัวใจของโปรดักซ์ ทั้งซอฟต์แวร์ ระบบวิเคราะห์และการบริการ ในลักษณะระบบเปิด ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับระบบงาน ฮาร์ดแวร์ หรือระบบควบคุมชนิดใดก็ได้ พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับ Application ตรวจสอบผ่านผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา
นายทอมมี่ เหลียง ประธานบริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น เผยว่า IIoT ของ ชไนเดอร์ฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวิวัฒนาการคือการบูรณาการทั้ง IT และOT สร้างการควบคุมและนำข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจมาต่อยอด ซึ่งการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกมาจากเมกะเทรนด์ 3 อย่างประกอบด้วย
” 1.Urbanization ภายในปี 2050 สังคมเมืองทั่วโลกจะขยายตัวสูงขึ้นด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 2,500 ล้านคน ในปัจจุบันเมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคนทั่วโลก มีอยู่ราว 20 เมือง ซึ่งในปี 2050 จำนวนเมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 เมือง ทำให้ระบบการจัดการสาธารณูปโภคมีความจำเป็นและทำได้ยากมากยิ่งขึ้น 2.Digitalization คาดว่าภายในปี 2020 จะมีการขยายตัวของระบบดิจิทัล ด้วยอุปกรณ์ที่ต่อเข้าระบบถึง 30,000 ล้านชิ้น และ 3.Industrialization การเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในประเทศเศรษฐกิจใหม่จะทำให้การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นกว่า 50% ซึ่งในปี 2050 มันจะเป็นความขัดแย้งกันที่คนต้องการใช้พลังงานมากยิ่งขึ้น พร้อมๆกับการลดการใช้พลังงาน”
จากเทรนด์ดังกล่าวทำให้ ชไนเดอร์ วางเป้าหมายที่จะต้องรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่ง และทำให้การดำเนินงานจะต้องมีประสิทธิภาพเพิ่ม 3 เท่า
นอกจากนี้ ชไนเดอร์ฯ ยังมีการเปิดตัว Customer Experience Center เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพการใช้งาน IIoT ของจริง ซึ่งในโชว์รูมจะแบ่งเป็นโซน อาคาร,โครงข่ายไฟฟ้าเพื่อเมืองอัจฉริยะ อุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ และบ้านที่อยู่อาศัย นอกจากโชว์รูมแล้วก็ยังมีรถ Smart Solution Delivery เป็นดังโชว์รูมเคลื่อนที่เพือนำเสนอให้กับลูกค้าเชิงรุก





