ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้มีการเปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ของ Plantronics ในไทยกันไปเรียบร้อย โดยมีตัวชูโรงเป็น BACKBEAT Pro 2 ที่มีเข้ามาจำหน่าย 2 แบบครับ ได้แก่รุ่นปกติที่เคยรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ กับอีกตัวคือรุ่น BACKBEAT Pro 2 SE ซึ่งก็มาอยู่ในมือเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงสงสัยว่าสองแบบนี้มันต่างกันยังไง เรามาไขข้อข้องใจกันไปพร้อมกันเลยดีกว่า
» รู้จัก Plantronics BACKBEAT Pro 2 «
ก่อนที่จะไปเปิดกล่องดูของกัน ก็ต้องมาทำความรู้จักกับตัวหูฟังรุ่นนี้กันก่อน Plantronics BACKBEAT Pro 2 เป็นหูฟังไร้สาย Gen 2 ของซีรีส์ BackBeat Pro ซึ่งเป็นหูฟังแบบ Full Size หรือครอบทั้งใบหู
คอนเซปต์ของ BACKBEAT Pro 2 คือการเป็นหูฟังที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการฟังเพลง และการใช้งานทั่วไป ( Work&Life) ทาร์เก็ตผู้ใช้จึงเป็นกลุ่มคนวัยทำงานยุคใหม่ที่สามารถทำงานกันได้ทุกสถานที่ขอแค่มีแล็ปท็อป หรือสมาร์ทโฟนก็พอ
สำหรับสิ่งที่ถูกพัฒนา และฟีเจอร์เด่นๆของ Plantronics BACKBEAT Pro 2 ประกอบไปด้วย
- ขนาดหูฟังโดยรวมที่เล็กลงจากรุ่นก่อน 35%
- มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Active noise-cancellation (ANC)
- มีฟีเจอร์ Open-listening ทำให้ฟังเสียงรอบข้างได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง
- ที่หูฟังติดตั้งไมโครโฟนสองตัว พร้อมตัดเสียงรบกวนเพิ่มความคมชัดให้กับเสียงของผู้ใส่ เมื่อใช้งานในรูปแบบ Head set
- แบตเตอรี่ขนาด 680mAh ใช้งานได้นาน 24 ชม. และอยู่ได้นาน 6 เดือนเมื่ออยู่ในสถานะ DeepSleep
- รองรับการเชื่อมต่อด้วยระยะไกลสูงสุด 100 เมตรถ้าใช้เชื่อมต่อกับตัวอุปกรณ์ที่มี Bluetooth Class 1 เหมือนกัน
- มี Smart Sensor หยุดเล่นเพลงทันทีที่ถอดหูฟังออก
- รองรับ A2DP / AVRCP / AAC
- หนัก 289 กรัม เบากว่ารุ่นแรกที่หนัก 340 กรัม
- รองรับการทำงานกับแอพฯ Plantronics Hub
- เชื่อมต่อได้ทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS
- สำหรับรุ่น SE จะรองรับการเชื่อมต่อผ่านระบบ NFC ด้วย
»เริ่มแกะกล่อง«
ตัวแพ็คเกจของ BACKBEAT Pro 2 SE เริ่มจับก็สัมผัสได้ถึงความพรีเมี่ยม เมื่อแกะกล่อง พร้อมกระดาษห่อออกก็จะพบกับ กล่องแข็ง (Hard Case) สำหรับเก็บหูฟังและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งมีขนาดส่วนเว้าของกล่องรับกับดีไซน์หูฟังพอดี ไม่ได้ใหญ่เทอะทะอย่างที่คิดไว้ วัสดุที่ใช้มีความแข็งแรงเห็นแล้วมั่นใจว่าจะปกป้องหูฟังของเราได้
ขณะที่ตัวรุ่นปกติจะเป็นแค่ ถุงผ้า (Soft Case) เท่านั้น ข้อดีคือพกพาง่าย ไม่เปลืองพื้นที่กระเป๋า ป้องกันรอยขีดข่วนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงที่หูฟังจะเสียหายเมื่อเกิดการกระแทก หรือมีการกดทับหนักๆ
สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องตัวทั้ง Plantronics BACKBEAT Pro 2 และ BACKBEAT Pro 2 SE มีมาเหมือนกันครับไม่ว่าจะเป็น
- หูฟัง Plantronics BACKBEAT Pro 2 / Pro 2 SE
- สายแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. ไม่มีไมค์ที่สาย
- สาย Micro USB สำหรับชาร์จไฟ
- ใบคู่มือการใช้งาน
»วัสดุ งานดีไซน์ พร้อมฟีเจอร์เด่น«
หูฟังรุ่น Backbeat PRO 2 SE จะเป็นสีเทา (Graphite Grey) ขณะที่รุ่นปกติเป็นสีน้ำตาลเข้มตัดดำ (Black Titan) แป้นหูฟังทั้งสองรุ่นที่เป็นโซนสำหรับควบคุมจะเป็นลายเป็นไม้ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูดี ซึ่งจากความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าลายไม้แบบนี้จะเข้ากันดีกับสีน้ำตาลแบบ Black Titan มากกว่า
มาดูที่ตัววัสดุกันบ้างทั้งสองรุ่นถูกทำมาเหมือนกันมีการหุ้มด้วยเมมโมรี่โฟม (Memory Foam) ทับด้วยหนังบริเวณที่ครอบหัว (Headband) ตลอดทั้งเส้น และบริเวณที่ครอบหู (Ear-Cushion) เมื่อประกอบกับน้ำหนักหูฟังที่เบา ทำให้สวมใส่สบายนุ่ม แรงบีบกระชับใบหูพอดี ใส่ได้นานไม่เหมื่อยไม่เจ็บ ขณะที่ครอบหัวด้านในจะมีช่องระบายอากาศลดการอับชื่น ส่วนด้านในตรงหูฟังมีการระบุ L / R แบ่งแยก ซ้าย / ขวา ชัดเจน
ตัวหูฟัง Backbeat PRO 2 ทั้งสองโมเดลสามารถหมุนบิดเข้าหาตัวเพื่อไม่ให้เกะกะเมื่อเอามาคล้องคอครับ ซึ่งรุ่นนี้มี Smart Sensor หยุดเล่นเพลงทันทีที่เราถอดหูฟังออกแต่จะทำงานเฉพาะตอนเชื่อมต่อแบบไร้สายเท่านั้น
ด้านแผงควบคุมตั้งแต่สั่ง Play/Pause ,Fast Forward ,Rewind และตัวปรับระดับเสียงในรูปแบบแป้นหมุน จะอยู่ที่ฝั่งซ้ายของหูฟังครับ พร้อมทั้งตัว
- ดันสวิตช์ขึ้นบนสุด เป็นโหมด Open-listening ปิดเพลงและเปิดรับเสียงภายนอก สำหรับการสนทนากับคนรอบข้างโดยไม่ต้องถอดหูฟังออก
- ดันมาตรงกลาง Noise Cancelling Off สำหรับใช้งานทั่วไป
- ดันลงมาล่างสุด Noise Cancelling On ใช้งานทั่วไปพร้อมตัดเสียงรบกวนรอบข้าง
สิ่งที่ Backbeat PRO 2 SE เพิ่มมาจากรุ่นปกติ คือเซ็นเซอร์เชื่อมต่อแบบ NFC ( Near Field Communication ) ที่หูด้านซ้าย ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีอยู่ในสมาร์ทโฟนตระกูล Android ข้อดีของการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ คือทำได้ง่ายและเร็วกว่า Bluetooth ด้วยขั้นตอนที่น้อยกว่าแค่แตะก็ติดเลย
หูฟังฝั่งขวาบริเวณที่แป้นที่เป็นลายไม้จะเป็นปุ่มสำหรับ รับสาย ,ตัดสาย และกดค้างเพื่อเรียกใช้ระบบ AI บนสมารท์โฟนอย่าง Siri พร้อมด้วยไฟ LED แสดงสถานะการใช้งานและจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่
ส่วนด้านข้างจะเป็นสวิตช์ เปิด/ปิด หูฟัง ถ้าดันขึ้นค้างไว้จะเป็นเปิด Pairing กับอุปกรณ์ ซึ่งเชื่อมต่อได้พร้อมกันสูงสุด 2 เครื่อง ถัดลงมาจากสวิตช์ก็เป็นปุ่ม Mute สำหรับตัดเสียงไมค์ ด้านใต้เป็นช่องสายหูฟัง 3.5 มม. และช่องเสียบสายชาร์จ Micro USB ครับ
»ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพของเสียง«
นอกจากเรื่องน้ำหนักที่เบาตามที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว จุดขายอีกอย่างของ Backbeat PRO 2 คือระยะเวลาการใช้งานครับ ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 680mAh ทำให้ใช้ได้นานต่อเนื่องถึง 24 ชม. จากการใช้จริงตามไลฟ์สไตล์ทั่วไป โดยเฉลี่ยวันละไม่เกิน 3-4 ชม. มีการเปิดปิด ANC ตามสถานการณ์ เมื่อชาร์จแบตฯเต็มหนึ่งครั้ง (ชาร์จ 3 ชม.) ก็อยู่ได้ 5 วันสบายๆ
ระบบ ANC ของรุ่นนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพ แล้วยิ่งเป็นหูฟังแบบ Full Size อีกก็ยิ่งป้องกันเสียงรอบข้างได้ดียิ่งขึ้นจากสถานการณ์นั่งอยู่ในร้านกาแฟ หรือบนรถไฟฟ้าที่มีการคนพูดคุยกันในระดับเสียงปกติ ก็เรียกว่าไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเล็ดรอดเข้ามาเลยครับ หรือถ้าจะหลุดเข้ามาจริงๆ ก็เบามากๆจนไม่ขัดขวางสุนทรียภาพในการฟังเพลง
ในส่วนการทำงานแบบ Head set หูฟังของ Backbeat PRO 2 ก็ทำได้เนียบ สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองเครื่องพร้อมกัน เมื่อมีคนโทรเข้ามาไม่ว่าจะเครื่องไหนก็กดรับสายจากหูฟังได้ทันที ขณะที่คู่สนทนาก็ได้ยินเสียงเราชัดเจน
ตัวหูฟัง Backbeat PRO 2 ใช้ไดรฟเวอร์ลำโพงขนาด 40 มม. สำหรับเพลงที่ใช้ทดสอบก็มีหลายแนวครับ ตั้งแต่เบาๆเครื่องดนตรีน้อยชิ้นอย่างแนว ป็อปใสๆ ,อคูสติก เน้นเบสตึบๆอย่าง R&B, EDM ,ฮิปฮอป รุนแรงกระแทกหูอย่าง ร็อค ,เมทัล ,ฮาร์ดคอร์ จนอลังการมากชิ้นแบบ ซิมโฟนี ออเคสตร้า ผ่าน JOOX ทำให้ผลลัพท์ที่ได้เป็นดังนี้
เมื่อเชื่อมต่อแบบไร้สาย หูฟัง Backbeat PRO 2 ทั้งสองรุ่น สามารถเก็บเรนจ์เสียงได้กว้าง แถมมีมิติเรียกว่าฟังได้ทุกแนวไม่ขัดหู แต่จะเด่นมากๆกับเพลงป็อป อคูสติก รวมถึงเพลงบรรเลงออเคสตร้า เนื่องจากมีการดร็อปเสียงเบสลงจากรุ่น Backbeat PRO มาเล็กน้อย
แต่ถ้าเป็นการเชื่อมต่อผ่านสายหูฟังขนาด 3.5 มม.ที่ติดมากับกล่องซึ่งดูจะบอบบางแถมไม่มีไมค์มาให้ด้วย โดยที่ยังเปิดสวิตช์หูฟังอยู่คุณภาพเสียงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนครับ คือไม่ได้แย่แต่รู้สึกได้ว่าดร็อปลง แล้วยิ่งถ้าปิดสวิตช์หูฟังใช้การเชื่อมต่อผ่านสายแบบเพียวๆก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ส่วนตัวประทับใจกับเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อแบบไร้สายมากกว่านะ
»ราคาและการวางจำหน่าย«
ตัว Plantronics BACKBEAT Pro 2 ทั้งสองรุ่นมีช่องทางการจำหน่าย และราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งบริษัท ซิสเท็ม 2000 จำกัด ตัวแทนจำหน่ายในไทยได้วางเอาไว้แบบนี้
- รุ่นปกติเป็นสี Black Titan มาพร้อมกับ Soft Case (ซองใส่หูฟัง) ราคา 7,890 บาท มีวางจำหน่ายตามหน้าร้านขายอุปกรณ์ไอทีชั้นนำทั่วไป
- รุ่นพิเศษ (SE) เป็นสี Graphite Grey รองรับ NFC มาพร้อมกับ Hard Case (กล่องใส่หูฟัง) ราคา 9,890 บาท มีวางจำหน่ายเฉพาะช่องทาง Online อาทิเช่น Wemall.com ,Lazada ,11street Shopee , High Shoppinng เป็นต้น
สำหรับการรับประกับหากซื้อในราคาเต็มจะได้ระยะเวลาประกันเพิ่มจาก 1 ปี เป็น 2 ปีครับ แต่หากเป็นราคาโปรโมชั่นระยะเวลาประกันจะเพิ่มให้แค่ 3 เดือน หรือเท่ากับ 1 ปี 3 เดือน สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ http://www.systems2000.co.th/warranty/
»บทสรุปของ Plantronics BACKBEAT Pro 2 / BACKBEAT Pro 2 SE«
มองจากภาพรวมๆประสิทธิภาพด้านเสียงและการใช้งานของทั้งสองโมเดลเรียกว่าไม่มีความแตกต่างกันมากครับ ใครที่ชอบหูฟังตัวใหญ่ๆ ดีไซน์เรียบหรู ใช้งานหลากหลาย ใส่สบาย มี ANC ในราคาไม่เกินหมื่นเรียกว่ารุ่นนี้แหละที่ตอบโจทย์
ถ้าใครที่ชอบความสะดวกในการเชื่อมต่อและมีอุปกรณ์ใช้งานหลักๆที่รองรับ NFC อยู่แล้วก็แนะนำให้ลองสัมผัสกับตัว Plantronics BACKBEAT Pro 2 SE ครับแถมมีกล่องแข็ง (Hard Case) มาให้ด้วย อุตสาลงทุนซื้อหูฟังระดับนี้ทั้งทีจะไม่ดูแลกันหน่อยเหรอ
ทว่าทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการฟังและรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนครับ ต่อให้รีวิวออกมา A+ แค่ไหน ถ้าไม่ไปลองจับ ลองฟังด้วยตัวเองก็คงไม่รู้ ใครที่สนใจ Plantronics BACKBEAT Pro 2 / Pro 2 SE ก็ไปทดลองใช้งานกันได้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไป
































