ฟิตบิท (Fitbit) ประกาศวางจำหน่าย Fitbit Alta HR สายรัดข้อมือฟิตเนสที่มาพร้อมดีไซน์เพรียวบางในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เปิดราคาอยู่ที่ 7,490 บาท
คุณสมบัติ Fitbit Alta HR
- สายรัดข้อมืออัจฉริยะที่พัฒนามาจากตัว Fibit Alta เพรียวบางกว่ารุ่น Charge 2 ถึง 25% มาพร้อมแบตเตอรี่ใช้นานสูงสุด 7 วัน
- มีระบบ PurePulse เทคโนโลยีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และระบบ SmartTrack บันทึกการออกกำลังกายอัตโนมัติ ซึ่งจะแสดงผลบนหน้าจออุปกรณ์แบบเรียลไทม์
- ระบบติดตามการนอน มาพร้อมฟีเจอร์ Sleep Stages ช่วยประเมินค่าความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจในช่วงเวลาที่หลับ ที่จะทำงานร่วมกับรุ่น Alta HR รุ่น Blaze และรุ่น Charge 2
- ระบบ Sleep Insights ใช้ฐานข้อมูลทั้งหมดในฟิตบิทของผู้ใช้มาประมวล เพื่อให้โปรแกรมประเมินคำแนะนำส่วนบุคคล ช่วยปรับปรุงการนอนหลับและสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น
- มีระบบแจ้งเตือนผู้ใช้ให้ขยับร่างกาย และสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับสมาร์ทโฟนเพื่อแจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ และปฏิทินได้
ตัว Alta HR มีกลุ่มเป้าหมายเป็นสุภาพสตรีที่ตอนนี้ให้ความสนใจเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น และทาง Fitbit เองก็กำลังมีความสนใจที่จะเปิดตลาดไปยังกลุ่มของโรงพยาบาล ซึ่งกำลังเน้นเรื่องการให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคภัย
Fitbit Alta HR มีวางจำหน่ายแล้วในไทยทั้งช่องทางออนไลน์และร้านค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็น บานาน่า ไอที ,.Life , เจมาร์ท,คิงพาวเวอร์ ,บีทูเอส ,พาวเวอร์บาย ,ไอที ซิตี้ ,ทรูช็อป ,Fitbit Thailand by TSM Koan.co.th ,Lazada ,Central ,Bemynt ,Tohome ,Proflex และ avarinshop
รุ่นปกติสนนราคาที่ 7,490 บาท สำหรับรุ่นพิเศษ Special Edition Alta HR ราคา 7,990 บาท นอกจากนี้ยังมีคอลเลคชั่นสายให้เปลี่ยนได้ตามสไตล์ไม่ว่าจะเป็น
- สายรัดข้อมือฟิตเนสรุ่นคลาสสิก ราคา 1,290 บาท
- สายหนังรุ่น Luxe Leather ราคา 2,390 บาท
- สายสร้อยข้อมือ Luxe Metal ราคา 4,190 บาท
หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอมรับว่าภาพรวมตลาดอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับการออกกำลังในประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนวัดได้จากจำนวนหน้าร้านที่เพิ่มขึ้นจาก 54 ร้านเป็น 228 ร้านในช่วง 2 ปี
“ภาพรวมในตลาดโลกมีการยอมรับโปรดักซ์ประเภทนี้กันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา Fitbit Charge 2 มียอดขายที่สูงมากทั้งในตลาดประเทศไทยและในตลาดโลก ถึงแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมี่ยม ขณะที่เทรนด์การออกแบบผลิตภัณฑ์ในอนาคตเราจะเน้นความเป็นแฟชั่นให้ผู้ใช้ได้เลือกสวมใส่ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ โดยรูปลักษณ์ภายนอกจะมีขนาดเล็กลงแต่ฟังค์ชั่นและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามีแผนจะเปิดตัวรุ่นใหม่ในไทยอีก 7 รุ่นจากเดิมที่มีขายอยู่ 6 รุ่น สำหรับตลาดประเทศไทยเรายังคงมองเห็นโอกาสที่จะเติบโต วัดจากจำนวนหน้าร้านของ Fitbit ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปี โดยปีนี้เราตั้งใจจะเพิ่มจำนวนหน้าร้านเป็น 300 ร้านค้าภายในสิ้นปี และด้วยฟังค์ชั่นใหม่ที่เกี่ยวกับการนอนทำให้เราสามารถขยายช่องทางจำหน่ายจากร้านขายอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ไปอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์จำพวกเครื่องนอนได้เช่นกัน”







