หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ประกาศผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2560 โดยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า ซึ่งหัวเว่ยมียอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกกว่า 73 ล้านเครื่อง ขณะที่ในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 8 เท่าตัวในส่วนของจำนวนเครื่อง
สำหรับปัจจัยความสำเร็จมาจากความแข็งแกร่ง 4 ด้าน คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย การสร้างแบรนด์ และการยกระดับบริการหลังการขาย
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หัวเว่ยคำนึงถึงความต้องการผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) 15 แห่งทั่วโลก ศูนย์พัฒนานวัตกรรมร่วม (Joint Innovation Centers) 36 แห่งทั่วโลก โดยใช้งบลงทุนราว 10% ของยอดขาย
- การขยายช่องทางจัดจำหน่าย หัวเว่ยมีร้านจัดจำหน่าย (Retail Store) กว่า 42,300 แห่งทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยมีแบรนด์ช็อป 41 แห่ง
- การสร้างแบรนด์ หัวเว่ยได้ถูกจัดอันดับจากสื่อและองค์กรระดับโลกหลายแห่ง เช่น อันดับ 83 บน Fortune’s Global 500, อันดับ 88 บน Forbes the World Most Valuable Brand และอันดับ 72 บน Interbrand
- การยกระดับบริการหลังการขาย หัวเว่ยขยายศูนย์บริการ (Huawei Customer Service Center) เป็น 14 แห่งในไทย พร้อมจุดรับเครื่องเพื่อส่งต่อศูนย์ (Collection Point) ว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า
สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของหัวเว่ยในอนาคต คือการมุ่งสู่การเป็นสังคมอัจฉริยะ เร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผสานกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคสังคมอัจฉริยะ แนวทางการพัฒนาสมาร์ทโฟนจึงประกอบด้วยทั้งการออกแบบตัวดีไวซ์ การเชื่อมต่อ การทำงานร่วมกับคลาวด์ และเทคโนโลยีชิพเซ็ตควบคู่กันไป
ทั้งนี้ หัวเว่ยอาจนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้ร่วมกับในการพัฒนาสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ของไลฟ์สไตล์แบบอัจฉริยะอย่่างครบวงจรให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป้าหมายในปีนี้คือการครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ให้ได้ในตลาด โดยสินค้าใหม่ช่วงสิ้นปีหลังยังคงมีมาสร้างสีสันเพิ่มเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Mate Series ที่จะมาในช่วงไตรมาส 4
ในส่วนของกระแสเรื่องหน่วยความจำของสมาร์ทโฟนหัวเว่ยที่เป็นข่าวก่อนหน้านั้น มีผลกระทบต่อยอดขายเพียงเล็กน้อยและเป็นผลกระทบแค่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ทำให้ตอนนี้หัวเว่ยมีส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้นจาก 1.2% เป็น 10%


