ใกล้เข้ามาแล้วกับบทสรุปของ dtac accelerate #batch 4 โครงการปั้นสตาร์ทอัพเบอร์ 1 ของสยาม ที่ตอนนี้ทั้ง 10 ทีม รวมถึง 6 Mentors น่าจะกำลังคร่ำเครียดเพื่อเตรียมรับมือกับ Demo Day ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ แต่ก่อนจะถึงวันแห่งการตัดสิน ทาง MXPhone ก็มีโอกาสมาทำความรู้จักกับ 4 ทีมที่ได้รับการันตีจาก คุณสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการประจำโครงการว่านี้แหละคือทีเด็ด!
Health at Home : เพราะเชื่อว่าบ้านคือแหล่งพักฟื้นที่ดีที่สุด
Health at Home คือแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นมาเพื่อการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่บ้าน และรองรับกับจำนวนสังคมผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นมาในอนาคต โดยมี คุณอดิสัน เจริญสุข หรือ คุณวิน เป็น Co-Founder ของร่วมกับ นายแพทย์คณพล ภูมิรัตนประพิณ และ นายแพทย์รัฐ ปัญโญวัฒน์ หรือหมอรัฐ การันตีความเชี่ยวชาญด้านไอทีของวงการแพทย์
คุณวิน เล่าที่มาของ Health at Home ว่า “จากที่ศึกษามา เราพบว่าบ้านคือสถานที่พักฟื้นที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย แต่หลายๆเคสมักจะประสบปัญหาที่เหมือนกันโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลาง คือ ขาดผู้เชี่ยวชาญมาดูแล,อยู่ห่างจากหมอเลยรู้สึกไม่ปลอดภัย และต้องรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายกันเอง เพราะประกันไม่คุ้มครองในกรณีแบบนี้ นอกจากนี้ยังมีตัวเลขกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2030 คาดว่าจะสูงถึง 2.6 ล้าน ขณะที่เตียงผู้ป่วยตามโรงพยาบาลในไทยปัจจุบันยังมีแค่ 180,000 เตียงเท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปช่วยจัดการหาผู้ดูแลที่เหมาะสมให้”
- รูปแบบการให้บริการ
ตัวแพลตฟอร์มจะนำ ผู้ดูแล (Caregiver) มาเข้าระบบ มีกระบวนการคัดสรรหาผู้ที่มีความรู้ด้านการพยาบาลทดสอบทักษะภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ตรวจสอบประวัติอาชกรรม เพื่อให้การรับรอง ก่อนจับคู่กับผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีเข้าไปบริหารจัดการ อาทิเช่น Care Tools ที่จะมาอำนวยความสะดวกให้ผู้ดูแล โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
Check List ⇒ ตามเคส เช่นกิจวัตรประจำวันที่ผู้ดูแลจะต้องปฏิบัติกับผู้ป่วย
Personal Record ⇒ การลงข้อมูลของผู้ที่รับการดูแล อาทิเช่น ความดัน อุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ตัวบันทึกสุขภาพของแพทย์มีความต่อเนื่อง ช่วยให้วางแผนการรักษาดูแลได้ดีขึ้น
ในส่วนของค่าบริการมี 2 รูปแบบ คือ การประกาศหาผู้ดูแลจะอยู่ที่ 3,000 บาท ต่อครั้ง ส่วนบริการแบบครบวงจรเริ่มที่ 6,000 บาท และครั้งต่อไปจ่ายเดือนละ 1,600 บาท
- ผลตอบรับ
ปัจจุบันบนแพลตฟอร์มของ Health at Home มีผู้ดูแลเข้ามาอยู่ในระบบแล้วกว่า 100 ราย และจับคู่กับผู้ใช้บริการไปแล้ว 20 ราย นอกจากนี้ยังมีบางเคสที่สามารถทำคุ้มครองค่าใช้จ่ายกับบริษัทประกันบริษัทหนึ่งได้เป็นที่เรียบร้อย
คุณวิน เล่าว่า “รูปแบบการทำงานของผู้ดูแลก่อนจะมีอิสระแต่การทำงานกับ Health at Home จะต้องมีวินัย ในระยะแรกเรามีการเช็คกับทางผู้ใช้บริการอยู่ตลอด และอนาคตอาจจะนำระบบ Geo-fencing มาใช้ ซึ่งถ้าหากตัวผู้ดูแลสามารถทำตามที่วางไว้ได้ก็จะเป็นการเพิ่มเครดิตให้กับตัวเขาเอง”
ก้าวต่อไปที่ Health at Home วางไว้คือทำระบบ Home Care ให้สมบูรณ์ครอบคลุมทุกด้าน มีระบบบิ๊กดาต้าเพื่อเก็บข้อมูลของผู้รับบริการ พร้อมทั้งวางระบบ e-Commerce สินค้าดูแลผู้ป่วย และที่สำคัญคือทำพาร์ทเนอร์กับบริษัทประกัน เพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่าย ในจุดนี้
ทีมกูรูสายตรง FINNOMENA กับโปรแกรมลงทุนอย่างมีแผน NTER
FINNOMENA ปรากฏการณ์ด้านการลงทุน ชื่อที่มาจากการผสมคำระหว่าง Finance (การเงินการลงทุน) และ Phenomena (ปรากฏการณ์) คือหนึ่งใน FinTech สตาร์ทอัพที่ร้อนแรงที่สุดในbatch 4 ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่านักบริหารกองทุนที่มีภารกิจช่วยให้แนะนำการลงทุนในกองทุนต่างๆ โดยอาศัยการวิเคราะห์ผ่าน Algorithms และตัวผู้เชี่ยวชาญ
- พูดถึงโปรแกรม NTER
สมาชิกของ FINNOMENA ที่มาพูดคุยกับเราครั้งนี้คือ คุณพงษ์ธร ถาวรธนากุล หรือ คุณพง ตำแหน่ง Managing Director อดีตผู้จัดการกองทุน ซึ่งได้มาเล่าถึงที่ไปที่มาของทีมและตัวโปรแกรม NTER (เอ็นเตอร์) ที่เป็นไฮไลท์ในการคุยกันครั้งนี้ว่า
“ข้อมูลของ TDRI ระบุว่าผู้สูงอายุจำนวน 20 ล้านคน จะมีแค่ 7% เท่านั้นที่สามารถเกษียณอายุได้อย่างมีความสุข แต่การจะมีความสุขในวัยเกษียณได้อย่างมั่นคง ก็ต้องออมเงินเพิ่ม และต้องการการลงทุน แต่การจะลงทุนก็มีอุปสรรคในตัวยกตัวอย่างเช่น 10 คน จะมีอยู่ 4 คนที่ไม่รู้ว่าการลงทุนคืออะไร อีก 2 คนที่เหลือก็กลัวไม่กล้าลงทุน ขณะที่อีก 2 คนก็ขาดแพลตฟอร์มมาสนับสนุน จึงมีคนที่ลงทุนได้สำเร็จแค่เพียง 2 จาก 10 คนเท่านั้น เราจงพัฒนา NTER โปรแกรมคำนวนความเป็นไปได้ในการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ มาช่วยแก้ปัญหานี้”
- การใช้งาน NTER
NTER สามารถจัดสรรเงินลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการเหมาะกับคนที่ลงทุน 3 ปีขึ้นไป มีรายชื่อผลตอบแทนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจำกัด (บลจ) แสดง
ในระบบจะมีทั้งหมด 7 แผนการลงทุน ซึ่งจะเลือกให้เข้ากับผู้ใช้โดยวัดจากปัจจัย ด้านเป้าหมายการลงทุน,ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระยะเวลาในการลงทุน มีระบบหลังบ้านเป็น โนมูระ พัฒนสิน และที่สำคัญคือใช้ได้ฟรี
“เราสามารถจัดการให้ได้ทุกอย่าง รวมถึงการเปิดบัญชีออนไลน์ ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย และที่สำคัญคือมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ซึ่งเราชัดเจนเรื่องความเป็นกลาง ไม่ได้อิงกับค่ายใดค่ายหนึ่ง ขอแค่ให้มีการลงทุนผ่าน NTER และเราจะไปคิดค่าคอมมิชชั่น 1% จากเงินที่ลงกับทางบริษัทหลักทรัพย์ และภายในปลายปีนี้ จะขยายบริการจับกลุ่มการลงทุน 6 – 12 เดือน รวมถึงการลงทุนในลักษณะ RMF-LTF และประกัน Unit Link” คุณพง กล่าวสรุป
FreshKet แหล่งรวมซัพพลายเออร์ของสดเพื่อร้านอาหาร
อย่างที่ทุกคนทราบกันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เมื่อยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีเข้ามา เกษตรกรก็ต้องมีการปรับตัวจนเกิด “Smart Farmer ” หรือเกษตรกรที่รู้และเข้าใจในอาชีพของตนเอง และสามารถนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ซึ่ง FreshKet ตลาดสดออนไลน์สุดฮิปสำหรับร้านอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กำลังได้รับความสนใจ
คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ – คุณเบลล์ เล่าถึงความเป็นมาของ FreshKet มาร์เกตเพลสของซัพพลายเออร์ของสดออนไลน์สำหรับร้านอาหาร ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ของตนเองว่า
“ปัญหาแรกคือร้านอาหารและซัพพลายเออร์ของสดจะหากันค่อนข้างยาก โดยเฉพาะร้านขนาดกลางและขนาดเล็กจะซื้อของสดก็ต้องหาจากซัพพลายเออร์เจ้าเดิมๆ จนมีปัญหาวัตถุดิบก็ไ่ม่เพียงพอ ไหนจะต้องหอบเงิน เช็คของ และต้องทำบัญชีเอง จากปัญหานี้เราจึงตอบโจทย์ด้วยการพัฒนาโปรแกรมเป็นมาร์เก็ตเพลสอย่าง FreshKet ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างซัพพลายเออร์และร้านอาหาร ซึ่งในช่วงแรกมี ซัพพลายเออร์ เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว 100 ราย ส่วนร้านอาหารมี 500 ร้าน”
- รูปแบบการทำธุรกิจ
โมเดลธุรกิจของ FreshKet คือการจับคู่กันระหว่างร้านอาหารที่ต้องการซัพพลายเออร์หลากหลายเจ้า กับตัวซัพพลายเออร์เองที่ต้องการจะระบายของสด และตัวแพลตฟอร์มจะคอยเก็บ Record ที่ร้านอาหารส่งให้กับซัพพลายเออร์ว่าต้องการของสดอะไร ในจำนวนเท่าไร
คุณเบลล์ บอกว่า “เราจะคิดค่าใช้จ่าย 2% จากยอดขาย โดยเริ่มแรกเจาะตลาดกลุ่มร้านอาหารระดับกลางและเล็ก และซัพพลายเออร์ขนาดกลางและเล็กก่อน จากนั้นมีแผนที่จะพัฒนาและขยายตลาดไปต่อเนื่องจนถึงตลาดส่งออกต่อไป”
ด้วยรูปแบบของ Freshket ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และสามารถระบายสินค้าได้ตลาดเวลา โดยรู้ความต้องการของตลาดล่วงหน้า ลดปัญหาผลผลิตเน่าเสีย และยังสามารถยกระดับมาตรฐานวัตถุดิบไทย รวมถึงขยาย Scale ธุรกิจสู่ระดับนานาชาติได้อีกด้วย ซึ่งคุณเบลล์เผยว่าภายในปีนี้จะมีการทำความร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพิ่มบริการขนส่งวัตถุดิบจากฟาร์มถึงร้านอาหาร
มีงาน มีเงิน Fastwork.co ยุทธจักรของชาวฟรีแลนซ์
วงการฟรีแลนซ์ในตลาดโลกตอนนี้อยู่ในช่วงที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมากจนแซงหน้าคนทำงานประจำคิดเป็นตัวเลข 63% มีสายงาน IT และ Programming ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคืองานดีไซน์และสื่อมัลติมีเดีย ซึ่งสาเหตุที่หลายบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SME นิยมใช้บริการฟรีแลนซ์ ก็เป็นเพราะจะได้งานที่ไวแถมมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับฟรีแลนซ์หน้าใหม่คือยังขาดคอนเนคชั่นกับผู้ว่าจ้าง แถมยังถูกกดราคา จ่ายเงินไม่ครบไม่ตรงเวลา ส่วนตัวผู้ว่าจ้างเองแม้จะอยากได้ฟรีแลนซ์มาทำงานแต่ก็ไม่มั่นใจว่าคนที่จ้างจะให้งานตรงความต้องการและที่สำคัญคือทันเดดไลน์ไหม
จากปัญหาทั้งทำให้เกิดเป็นความไม่เชื่อใจในกันและกัน Fastwork หรือที่รู้จักกันในชื่อ Fastwork.co จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้
- รูปแบบการทำงาน
Fastwork เป็นแพลตฟอร์มตลาดแรงงานสำหรับชาวฟรีแลนซ์ ซึ่งตัวฟรีแลนซ์จะมาลงผลงานของตัวเองเอาไว้ พร้อมราคา เงื่อนไขการทำงาน โดยมีทีมคอยตรวจสอบเพื่อให้ได้ฟรีแลนซ์ที่มีคุณภาพพร้อมรองรับผู้ว่าจ้างที่จะเข้ามาติดต่อผ่านระบบ
คุณวสะ สุภาโชค เอี่ยมสุรีย์ หรือ คุณตั๊บ หนึ่งในผู้ก่อตั้งซึ่งเคยมีประสบการณ์การทำสตาร์ทอัพตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาได้เล่าว่า ผู้ว่าจ้างที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจ SME แต่ก็มีบริษัทใหญ่ๆเข้ามาใช้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น Kaidee, Beetagro หรือ Getlinks
“รูปแบบการจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นงานเขียน content ทำ Banner ลง Facebook และออกแบบ Logo ซึ่งเราจะมีการคัดกรองฟรีแลนซ์ที่เข้ามาอยู่ตลอด หลังเปิดตัวมาได้ 27 สัปดาห์ มีการจ้างงานใน Fastwork ทั้งหมด 1,687 ครั้ง มีลูกค้าเข้ามา 900 ราย และเป็นฟรีแลนซ์ 3,700 ราย และ 1 ใน 3 ของผู้ว่าจ้าง กลับมาจ้างงานซ้ำอีก “
- แตกต่างด้วยความกล้า
สิ่งที่คนทำฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่กลัวหลังจากงานเสร็จคือการได้รับค่าจ้างไม่ตรงตามเวลาหรือครบตามที่ตกลงกันเอาไว้ คุณตั๊บ ก็ได้พูดถึงระบบที่ Fastwork เอามาใช้แก้ปัญหาในเรื่องนี้ว่า
“แพลอต์ฟอร์มที่เป็นคู่แข่งจริงๆของเราในตอนนี้ก็มีอยู่หลายรายทั้งของไทยและของต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นของต่างชาติก็ติดปัญหาด้านภาษา แต่ถ้าเป็นของไทยก็ไม่มีรายไหนที่กล้าเอาเงินของผู้ว่าจ้างมาถือไว้กับตัวเอง แต่แพลตฟอร์มของเราจะทำหน้าที่เป็นคนกลางถือเงินไว้จนกว่าจะมีการส่งงานถึงโอนเงินให้กับฝั่งของฟรีแลนซ์ รายได้จะมาจากการหักค่าคอม 17% “
นอกจากจะการันตีว่าคนทำงานจะได้เงินแล้วตัวคนว่าจ้างก็ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วยระบบจัดเรตติ้งผลงานของฟรีแลนด์ และถ้าหากดีลงานผ่านทางระบบแล้วไม่พอใจในผลงาน คนว่าจ้างก็สามารถยื่นขอเงินคืนได้
ทั้งหมดเป็นแค่น้ำจิ้มก่อนถึงวัน Demo Day จาก 4 ทีมสตาร์ทอัพของโครงการ ลองคิดดูในวันจริงที่ทั้ง 10 ทีมจะต้องปล่อยของพร้อมกันบรรยากาศจะออกมาดุเดือดแค่ไหน ถ้าอยากรู้ต้องติดตามบทสรุปของ dtac accelerate #batch 4 วันที่ 19 สิงหาคมนี้ครับ















