หลังจากที่ Samsung Galaxy Note 7 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริการไปเมื่อคืนวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย หลายๆ คนคงสงสัยเกี่ยวกับเจ้า Galaxy Note 7 ว่า ตัวเครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีสเปคอะไร แล้วหลายๆ คำถามที่สงสัย เราได้รวบรวมคำถามต่างๆ ที่ทุกคนสงสัย มาถามทาง Sasmung Thailand รวมเป็น 11 อย่างที่ต้องรู้ก่อนซื้อ Galaxy Note 7
1) ทำไมต้องข้ามชื่อ Galaxy Note 6 ไป
ทางซัมซุงให้เหตุผลว่า การที่ข้ามชื่อ Galaxy Note 6 เป็น Galaxy Note 7 ไป เป็นเพราะว่าอยากให้ชื่อรุ่นสอดคล้องกับ Galaxy S7 ที่เปิดตัวไปช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้ใช้งานจะได้ไม่สับสนในชื่อรุ่น
2) ราคา, สีที่ขาย และช่วงที่วางจำหน่าย
ราคา Galaxy Note 7 อยู่ที่ 28,900 บาท โดยจะเปิดให้จองทางช่องทางออนไลน์กับร้านตัวแทนจำหน่ายประมาณวันที่ 5 สิงหาคมนี้ และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้
ในช่วงแรกวางจำหน่ายทั้งหมด 3 สี คือ Black Onyx, Gold Platinum และ White Titanium ส่วนสี Blue Coral จะจำหน่ายในช่วงที่สอง
3) การรองรับเครือข่าย 4G เป็นอย่างไรบ้าง เหมือน Galaxy S7 หรือไม่
คำตอบจากทาง Samsung Thailand ว่า ตัว hardware รองรับ 3CA เหมือนเช่น Galaxy S7 อย่างแน่นอน แต่เพียงในช่วงแรก เพื่อให้ความสมบูรณ์ของเฟริมแวร์ให้เสถียร จึงใช้งานได้เพียง 2CA ก่อนเท่านั้น ในย่านคลื่นความถี่ High/High (2100/1800 MHz) และ High/Low (2100/900, 1800/900MHz) และในเร็วๆ นี้ จะมีเฟริมแวร์ออกมาให้อัพเดทใช้งานแบบ 3CA ได้อย่างแน่นอน
อัพเดท : เนื่องจาก ROM Prototype ที่ทดสอบในไทย รองรับการใช้งาน 3CA ดังนั้น หาก ROM เวอร์ชั่นนี้ ผ่านการทดสอบ อาจจะนำ ROM รุ่นนี้ ใส่ลงไปเครื่องวางจำหน่ายจริง ซึ่งจะมีการอัพเดทอีกครั้งจากการดาวน์โหลด
และที่เซอร์ไพรซ์กว่านั้น คือตัวเครื่องรองรับเสาแบบ 4×4 MIMO ใช้งานเครือข่าย 4.5G ได้หากมีการเปืดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
4) แล้วฟังก์ชั่น VoLTE และ VoWiFi ใช้งานได้กับเครือข่ายไหนได้บ้าง
ทันที่ซื้อเครื่อง สามารถใช้งาน VoLTE ได้ทั้งสามเครือข่าย (AIS, dtac, TrueMove H) ส่วน VoWiFi หรืออีกชื่อเรียกว่า WiFi Calling ใช้งานได้เฉพาะเครือข่าย dtac เท่านั้น
5) Galaxy Note 7 เป็น Hybrid Slot แล้วใช้งาน 2SIM เป็นอย่างไรบ้าง
คำถามยอดฮิตว่า 2SIM รองรับ 3G หรือ 2G อย่างเดียวกันไหม จะเป็นแบบเดียวกับ Galaxy A9 Pro หรือไม่ ตอบได้เลยว่า ใช่ครับ ตัว hardware สามารถใช้งานได้ เพราะเป็น Full Netcom 3.0 โดยที่ซิมแรกใช้งาน 4G/3G/2G ได้ และซิมที่ 2 ใช้งาน 3G/2G ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ แต่ด้วยเรื่องความสมบูรณ์ของเฟริมแวร์ ตอนที่ซื้อเครื่องไปใช้นั้น ยังไม่สามารถใช้งาน SIM 2 เป็น 3G ได้ ต้องรอให้ทาง Samsung Thailand พัฒนาเฟริมแวร์ให้มีความเสถียรก่อน และปล่อยให้อัพเดทถึงจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบครับ
และข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้ Galaxy S7 / S7 edge สามารถรออัพเฟริมแวร์ที่สามารถใช้งาน SIM 2 ที่รองรับ 3G/2G ได้ เพราะตัว hardware รองรับ Full Netcom 3.0 อยู่แล้ว สามารถใช้งานกันได้ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้
6) ปากกาใน Galaxy Note 7 มีดีกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน
ปากกาของ Galaxy Note 7 พัฒนาขึ้นมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าคือ คือแก้ไขไม่ให้ใส่กลับด้านได้แล้ว (เย่ๆๆๆ) นอกจากนี้ ปลายปากกามีขนาดเพียง 0.7mm เท่านั้น ต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้ ที่มีขนาด 1.6mm จึงทำให้การเขียนเป็นลายเส้นที่เล็กลง ความสมจริงของการเขียนใกล้เคียงปากกาลูกลื่นที่ส่วนใหญ่มีขนาดหัวปากกาอยู่ที่ 0.5mm
นอกจากนี้ ตัวปากกาปรับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับ มากกว่า Galaxy Note 5 ที่ทำได้ 2,048 ระดับ การออกแรงกดเพื่อเขียนทำได้สมจริงมากขึ้น
7) ระบบ Scan ม่านตามันเจ๋งกว่ายี่ห้ออื่นๆ ที่มีก่อนหน้านี้อย่างไร
Iris Scanner เป็นเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ที่มีใน Galaxy Note 7 รุ่นแรกของ Samsung ที่ สามารถปลดล๊อกเครื่องได้จากการ สแกนดวงตา ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที โดยระบบจะทำการส่งแสง Infrared Ray ไปที่ม่านตาเพื่อทำการวิเคราะห์ รูปแบบดวงตา และแปลงผลเป็นแบบดิจิทัล ความแม่นยำมากกว่าในการปลดล๊อกมากกว่าการใช้ finger print ถึง 10 เท่า
ผู้ที่ใส่แว่นตา สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่จะมีข้อจำกัดด้วยเรื่องของดวงตา ที่หากมีการใส่คอนแทคเลนส์แบบบิ๊กอาย, คอนแทคเลนส์แบบสี, แว่นตากันแดด, แว่นตาแบบปรอท และแว่นตาที่มีเลนส์โค้งมากกว่าปกติ Iris Scanner จะไม่สามารถทำงานได้
8) USB Type-C ครั้งแรกของ Galaxy Note 7
ถือว่า Galaxy Note 7 เป็นสามาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Samsung ที่มาพร้อมกับ USB Type-C ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่หัวชาร์จของมันสามารถพลิกชาร์จหัวด้านไหนก็ได้ ซึ่งในกล่องจำหน่ายจริง จะมี Adapter ที่แปลงจาก MicroUSB เป็นหัว USB Type-C สำหรับผู้ที่มีสายเดิมๆ ใช้งานประจำอยู่ สำหรับสาย USB Type-C ที่มาพร้อมเครื่องเป็น Spec 2.0 แถมยังรองรับ fast charge ด้วย
9) ถนอมสายดาด้วย Blue Light Filter Mode
ไม่ต้องพึ่งฟิล์มถนอมสายตาที่มีวางขายตามท้องตลาดแล้ว ด้วยฟีเจอร์ Blue Light Filter ที่สามารถเปิดปิดใช้งานได้ ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับการใช้งาน Note 7 ในที่มืด เนื่องจากจะตัดแสงสีฟ้าออกไป จอแสดงผลจะสว่างออกสีเหลืองๆ กว่าปกติ สามารถตั้งช่วงเวลาที่ใช้งานได้ ถือว่าถนอมสายตาโดยไม่ต้องพึ่งฟิล์มที่มีขายกันแล้ว
10) จอแสดงผลที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ตัวเครื่องบางลง เบาลง
Galaxy Note 7 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้เจอแบบ COP (Chip On Panel) หรือลดชั้นบนชิ้นส่วนของหน้าจอ โดยการนำชิ้นส่วนของฟิล์มออกระหว่าง panel ทำให้จอแสดงผลที่ใช้เทคโนโลยี COP มีขนาดบางลงจากรุ่นก่อนหน้านี้ มีพื้นที่ของ Sensor บนจอแสดงผลมากขึ้น
Y-OCTA ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี ลดการใช้ OCA (Optical Clear Adhesive) ออก 1 ชั้น ส่งผลทำให้สามารถเพิ่มปริมาณแบตเตอรี่เป็น 3,500mAh จากรุ่น Galaxy Note 5 ที่มี 3,000mAh และเพิ่มยางและซิลิโคนในได้ในความบางตัวเครื่องเพียง 7.9mm หนักเพียง 169 กรัมเท่านั้น
11) กันน้ำ กันฝุ่นได้เหมือน Galaxy S7
ฟังก์ชั่นกันน้ำกันฝุ่น ตามมาใน Note 7 เพิ่มความน่าใช้งานมากขึ้น เพราะทั้งตัวเครื่อง และปากกา ก็กันน้ำได้ในระดับ IP68 ที่กันฝุ่นได้ กันน้ำลึกสูงสุดไม่เกิน 1.5 เมตร ได้นานสูงสุดไม่เกิน 30 นาที ป้องกันการชาร์จไฟในขณะเครื่องชื้น ด้วยโหมดเตือนเมื่อตัวเครื่องมีความชื้นที่บริเวณพอร์ตชาร์จไฟ
ครบกันแล้วกับ 11 ข้อต้องรู้สำหรับ Galaxy Note 7 ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายๆ อย่างลงไป ทำให้เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้ขึ้นมากๆ ทั้งเรื่องของจอแสดงผลที่ดีขึ้น กันน้ำกันฝุ่นได้ ระบบความปลอดภัยแบบ Iris Scanner ตัวเครื่องบางและเบาลงกว่าเดิมเหมือนเทียบกับตัวรุ่นก่อนหน้านี้ ส่วนระบบเน็ตเวิร์ค ก็รองรับ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดครบทุกความต้องการ ถือได้ว่าซื้อ Galaxy Note 7 แล้วใช้ได้ยาวๆ นานๆ เลย
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่าน Preview ฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ https://techmx.net/020816-galaxy-note-7-first-impression/