
เราทุกคนรู้จักว่า Google Android (หลังจากนี้บทความนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า Android) คือระบบปฏิบัติการมือถือสุดฮอตในตอนนี้ เพราะว่ากลายเป็นระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนอันดับหนึ่งของโลกไปแล้วในแง่ของความแพร่หลาย ว่าแต่ในเมื่อพิชิตตลาดสมาร์ทโฟนได้แล้ว Google จะทำอย่างไรกับแพลตฟอร์มนี้? จะยังคงพัฒนาให้มือถือมีความก้าวหน้ามากขึ้น น้อยลง หรือจะแผ่ขยายวิวัฒนาการออกไปด้านข้าง ให้กับแพลตฟอร์มอื่นๆ ในอนาคต?

ก่อนจะมาเป็นสมาร์ทโฟน Android นั้นเคยตั้งเป้าว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับกล้อง … ใช่ครับ กล้องถ่ายรูปนั่นแหละ แต่หลังจากพิจารณาตัวเองแล้วเห็นว่าไม่เหมาะ Android เลยเบนเข็มมาที่ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์นั่นเอง โดยแต่เดิมนั้น Andy Rubin เพิ่งจะลาออกมาจาก Danger บริษัทที่ทำสมาร์ทโฟนยอดฮิตของยุคอย่าง Sidekick นั่นเอง โดยออกมาทำระบบปฏิบัติการสำหรับ… เอ่อ กล้องแห่งโลกอนาคต แต่เปลี่ยนใจเบนเข็มกลับไปยังสมาร์ทโฟน ผลงานความสำเร็จก่อนหน้าของตนเองนั่นเอง
ในระยะแรกของการเป็น Start up ของ Android นั้น Andy Rubin เคยเอาไปขายให้กับ Samsung (จริงๆ แล้วคือเสนอให้กับทาง Samsung เพื่อขอเงินลงทุนเพิ่ม) แต่โดนปฏิเสธไป และสุดท้ายก็ได้ใจ Google ไป กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือ เพื่อดึงพลังของ Google ออกมาให้ครบทุกรูปแบบ และเป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ครับ
นั่นคือปี 2006

แต่เดิมนั้น Google Android ถูกพัฒนามาให้แข่งกับ Windows Mobile (ครับ! วินโดวส์โมบายล์! ไม่ใช่ Windows Phone) และ BlackBerry แต่ทว่าเมื่อเจอการเปิดตัวของ Steve Jobs ที่เปิดตัว iPhone โทรศัพท์ขั้นเทพจอสัมผัสไม่มีปุ่มตัวแรก ก็ต้องเปลี่ยนท่าทีการพัฒนามาเป็นโทรศัพท์จอสัมผัสเพื่อแข่งขันบ้างเหมือนกัน เรียกได้ว่าถ้าไม่มี Steve Jobs วันนั้น ก็คงจะไม่มี Android ที่เป็นจอสัมผัสอย่างที่เห็นทุกวันนี้ครับ

เมื่อเวลาผ่านไป Apple เปิดตัว iPad แน่นอนครับ ปี 2010 ทุกคนแห่กันไปทำแทบเล็ตกันหมด รวมถึง Android ด้วย ที่พยายามพัฒนาระบบปฏิบัติการให้รองรับกับหน้าจอขนาดใหญ่ ผลคือ Android 3.x ในรหัสพัฒนา Honeycomb ก็กำเนิดขึ้นแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่สมบูรณ์นัก และไม่เคยเปิดเผยซอร์สโค้ดออกมาเลยจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคถัดมาอย่าง Android 4.x
นั่นคือปี 2011
ในระหว่างนั้นก็มีงาน Google I/O ขึ้นหลายครั้ง (งานจัดปีละครั้ง) ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นวิสัยทัศน์หลายๆ ประการของ Google แอบแนบเนียนไปกับการพัฒนา Android โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ Google Apps กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสมาร์ทโฟนพลัง Android (แค่แอพ Google Maps, Gmail, Calendar ก็เพียงพอจะทำให้ตัดสินใจเลือกโทรศัพท์แล้วครับ) หรือจะเป็นการพยายามผลักดัน Google Wallet สุดตัว เพื่อให้แจ้งเกิดพร้อมๆ กับ NFC
ยิ่งเวลาผ่านไป รอบการพัฒนาของ Android ก็ช้าลงตามที่ Google เคยกล่าวเอาไว้ โดยในยุคแรกนั้น Major Update นั้นแทบจะมาทุก 4 เดือนเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันนั้นจะมีปีละครั้ง นอกนั้นจะเป็นเพียงการอัพเดทแบบ Minor Change นั่นเอง

หลังจากหลอมรวมแทบเล็ตกับสมาร์ทโฟนสำเร็จ ภารกิจต่อมาของ Google คือการทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ของ Android ในสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป ก็คือ Google Play Edition นั่นเอง โดยปี 2013 นอกจากตระกูล Nexus แล้วเราเห็นโทรศัพท์รุ่นท็อปของแทบทุกค่ายกลายเป็น GPE ไม่ว่าจะเป็น HTC One, Samsung Galaxy S4, SONY Xperia Z, LG G Pad 8.3, Moto G เรียกได้ว่าทุกค่ายตบเท้าตอบรับความร่วมมือกับ Google นั่นเอง
และนั่นคือปี 2013
และแล้วแผนการแผ่ขยาย Android ที่ Google วางเอาไว้ก็เริ่มต้นขึ้น

ปี 2010 ที่ Steve Jobs เสียชีวิต มีทั้งข่าวลือ และหนังสืออัตตาชีวประวัติของ Steve Jobs ออกมา สิ่งที่กลายเป็นเทรนด์ และถูกทำนายว่า Apple จะทำในอนาคตก็คือนาฬิกาอัจฉริยะ และทีวี
ในปี 2013 ที่ผ่านมาเราเห็นสารพัดนาฬิกาอัจฉริยะตบเท้ากันเรียงหน้าสู่มหาชน แต่ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วต้องยอมรับว่ายังหลงทาง และยังไม่รู้ว่าจะพัฒนาแพลตฟอร์มไปทางไหน ส่วนใหญ่จะทำออกมาเป็น Fitness Tracker เสียมากกว่า โดยมีความสามารถอย่างการนับก้าวเท้า ติดตามการนอน และบอกเวลา (ก็เป็นนาฬิกานี่นา) ถือได้ว่ายังไม่มีใครเป็นผู้นำตลาดโดยแท้จริง ทุกคนยังหลงทาง และยังไม่รู้จะไปทิศไหนนั่นเอง
ปีนี้ Google เปิดตัวแพลตฟอร์ม Android ใหม่ นั่นก็คือ Android Wear นั่นเอง โดย Android Wear จะไม่โดนจำกัดแค่นาฬิกาเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงทุกๆ อย่างที่สวมใส่ได้ (แต่ในปัจจุบันก็มีแค่นาฬิกาแหละ) อนาคตเราอาจจะใส่แว่นตาที่ใช้ Android Wear และมี HUD บอกทิศทางขณะขับรถก็ได้ ถือได้ว่าเป็นข่าวดี ที่จะมีบริษัทใหญ่ชี้นำอนาคตของแพลตฟอร์มเสียที
นอกจาก Android Wear แล้วยังมี Android ในรถยนตร์อีกด้วย แต่ข้อมูลในตอนนี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก อาจจะต้องรองาน Google I/O ทีเดียว
และนั่นคือปัจจุบัน

Nest เป็นผู้ผลิต Thermostat ที่ค่อนข้าจะเป็นนวัตกรรมอันโดดเด่นในอเมริกา แม้จะมีปัญหาบ้าง เรื่องการนำไปใช้งานนอกประเทศ ไ่มว่าจะเป็นระบบที่ดื้อดึง (เชื่อมกับ Server กลางของ Nest ไม่ยอมทำงานนอกจากที่กำหนดไว้ ทำให้คนต่างประเทศ หรือคนอเมริกันเองที่ทำงานกลางคืนพบกับความงี่เง่าของตัวเครื่อง ที่ไม่ยอมปรับตามที่สั่ง)
อย่างไรก็ตาม Nest เองถ้ามองข้ามเงื่อนไขที่ทำให้มันดูงี่เง่าไปบ้าง ถือได้ว่าเป็น Thermostat อัจฉริยะ ที่ควบคุมการใช้พลังงาน การปรับอุณหภูมิ และตรวจจับภัยอย่างควัน และไฟในบ้านได้
Google ได้ทำการเข้าซื้อ Nest ไปเมื่อไม่นานนี้ แน่นอนว่าหลายๆ คนย่อมสงสัยว่านี่เป็นแผนการขยาย Android ของ Google หรือเปล่า
Nest นั้นไม่ได้เพียงแต่ควบคุมพลังงาน หรือเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ยังรวมไปถึงไฟ แสงสว่าง ในบ้านอีกด้วย เมื่อเดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง ห้องที่เดินออกมาจะปิดไฟ และไปเปิดอีกห้องแทน เพียงแต่ว่าในปัจจุบัน Nest ยังมีข้อน่ารำคาญอยู่บ้าง และใช้ระบบของตัวเอง
ถ้าในอนาคต Android กลายเป็นระบบปฏิบัติการของ Nest (สมมติว่าใช้ชื่อว่า Android Home) ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน รวมถึงเซนเซอร์ปรับไฟ ปรับแอร์ กล้องวงจรปิด ก็จะทำให้แพลตฟอร์มของ Google ขยายออกไปอีกขั้น
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ Google กำลังทดลองอยู่คือรถไร้คนขับ ที่กำลังทดลองใช้งานมาราวๆ สองปีแล้วในแคลิฟอร์เนีย ลองคิดภาพว่าเมื่อเราตื่นขึ้นมา เราหยิบโทรศัพท์แอนดรอยด์ เดินออกจากห้องแล้วระบบอัจฉริยะปิดไฟให้ พร้อมปรับแอร์รับอากาศอันแสนร้อนอบอ้าวของประเทศไทย เมื่อเดินออกมารถก็พร้อมใช้งานอยู่แล้ว โดยดึงนัดหมายจากปฏิทิน Google Calendar พร้อมชี้แผนที่นำทางบน Google Maps เสร็จสรรพ ทันใดนั้นแฟนเราก็โทรมา โดยเรารู้ขณะขับรถโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์เพราะดูแวบๆ ที่นาฬิกาข้อมือ แฟนอาจจะบอกว่าไม่แน่ใจว่าปิดแก๊สในห้องครัวแล้วหรือยัง เราก็ทำการรีโมทไปดูที่บ้านว่าแก๊สนั้นปิดเรียบร้อยดีหรือไม่
และทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้แพลตฟอร์มจาก Google ที่ชื่อว่า Android
และนี่คืออนาคต!