“Fitbit Ionic” อีกหนึ่งสินค้าจากค่าย Fitbit สำหรับคนรักสุขภาพหรือคนที่กำลังเริ่มจะดูแลตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็น Smart Watch หรือ นาฬิกาอัจฉริยะรุ่นแรกของบริษัท จัดว่าเป็นไลน์โปรดักซ์ระดับสูงสุดของแบรนด์ ส่วนเรื่องฟังค์ชั่นการใช้งานก็ให้มาครบหายห่วงแน่นอน
สเปคของ Fitbit Ionic
- ระบบปฏิบัติการ Fitbit OS
- หน้าจอสีสัมผัส LCD ขนาด 1.42 นิ้ว ความละเอียด 348 x 250 พิกเซล
- ขนาดตัวเรือน 38.59×12.3 มม. หนัก 30 กรัม
- สามารถเก็บรายละเอียดข้อมูลการใช้งานประจำวันภายในตัวเรือนได้นานสูงสุด 7 วัน ขณะที่ผลสรุปการทำงานของแต่ละวันจะอยู่ที่ 30 วัน
- หน่วยความจำภายใน 2.5GB สามารถเก็บเพลงได้ถึง 300 เพลง
- สนับสนุนการเชื่อมต่อแบบไร้สาย WiFi 802.11 b/g/n, Bluetooth 4.0, NFC
- แบตเตอรี่ Lithium-polymer ใช้งานได้มากกว่า 4 วันต่อการชาร์จ 100% และใช้งานได้มากกว่า 10 ชั่วโมง สำหรับการเปิดใช้ GPS หรือเล่นเพลงต่อเนื่อง
- ติดตั้งเซ็นเซอร์ 3-Axis Accelerometer, 3-Axis Gyroscope, Optical Heart Rate Monitor, Altimeter, Ambient light sensor, GPS
Fitbit Ionic มีมาขายทั้งหมด 3 สีครับ ประกอบด้วยสี Charcoal/Smoke Gray, Slate Blue/Burnt Orange และ Blue Gray/Silver Gray มีขายในไทยแล้วราคา 11,690 บาท สำหรับสีที่เราได้มารีวิวเป็นตัว Charcoal/Smoke Gray โทนก็จะออกมาเทาๆหน่อย
ตัวแพ็คเกจไม่ได้มีอะไรแปลกไปจากสินค้ารุ่นก่อนๆของ Fitbit สำหรับของที่ให้มาในกล่องประกอบด้วย
- นาฬิกา Fitbit Ionic พร้อมสายไซส์ L (6.7-8.1นิ้ว)
- สายไซส์ S (5.5-6.7นิ้ว)
- คู่มือการใช้งานพร้อมใบรับประกันสินค้า
- สายชาร์จแบบหัว USB
มาดูที่งานดีไซน์ของ Ionic กันครับ ตัวหน้าปัดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ดีไซน์แบบ Unibody โดยใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมเกรด 6000 (Aluminium 6000series) งานประกอบจัดว่าแน่นหนาน้ำหนักพอดี ขนาดตัวเรือนไม่หนาจนเกินไปเข้ากันได้ดีกับข้อมือทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
หน้าจอเป็น LCD ขนาด 1.42 นิ้ว แสดงผลสีแบบ Hi-Res ความละเอียด 348 x 250 พิกเซล สามารถให้ความสว่างได้สูงถึง 1000nits สู้แสงได้หายห่วง คลุมทับด้วยกระจกป้องกัน Gorilla Glass 3 ที่ป้องกันรอยขีดข่วนและทนทานต่อแรงกระแทกที่เกิดจากการใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
บนตัวเรือนจะมีปุ่มอยู่ 3 ปุ่ม การทำงานหลักๆของปุ่มเดี่ยวทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มสำหรับกดกลับมาหน้า Home ขณะที่สองปุ่มทางฝั่งขวาจะเป็นทางลัดไปสู่เมนูต่างๆ
พลิกมาดูด้านหลังเป็นเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Sensor) และแท่นทองเหลืองสำหรับเสียบสายชาร์จ โดยที่ตัวสายชาร์จเป็นแม่เหล็กแรงดูดใช้ได้เลยทีเดียว
ตัวสายนาฬิกาในกล่องให้มาสองขนาดครับวิธีเปลี่ยนง่ายๆพลิกดูด้านใต้บริเวณขั้วสายจะมีปุ่มสลักเล็กๆใช้เล็บจิกลงไปเบาๆแล้วดึงออกเป็นอันจบ ขณะที่การใส่สายกลับก็แค่สอดขั้วสายเข้าไปให้ตรงกับช่องบนตัวเรือนแล้วดันเข้าไปจนมีเสียงคลิกเบาๆ ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าตัวสายล็อคเข้ากับเรือนนาฬิกาเป็นที่เรียบร้อยครับ
เนื้องานของสายรุ่นนี้จัดว่างานดีเลยทีเดียวใช้วัสดุซิลิโคนที่มีความแข็งแรงและหนานุ่ม รูปแบบการล็อคจะเป็นสองชั้นไม่หลุดง่ายๆ ใส่ออกกำลังกายได้แน่นอน
เริ่มต้นใช้งานก็ต้องเสียบสายชาร์จจ่ายไฟเพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานกันก่อนครับ จากนั้นก็ซิงค์เพื่ออัพเดตเฟิร์มแวร์และตั้งค่าข้อมูลต่างๆ ผ่านแอพฯ Fitbit ครับ ใครที่เพิ่งใช้งานสินค้าของ Fitbit ครั้งแรกก็ต้องสร้างแอคเคาท์กันก่อน ส่วนคนที่มีแอคเคาท์อยู่แล้วก็จัดงานลงทะเบียนอุปกรณ์เข้ากับตัวบัญชีของเราและซิงค์ข้อมูลกันได้เลยสำหรับการเชื่อมต่อครั้งแรกก็จะใช้เวลานานสักหน่อยครับ
การใช้งานของ Fitbit Ionic ให้เต็มประสิทธิภาพจะต้องใช้คู่กับแอปพลิเคชั่น Fitbit ครับ ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดแอปฯมาลงตัวนาฬิกาเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้วได้ เช่นเดียวกับตัวหน้าปัดก็สามารถโหลดเปลี่ยนได้เลยฟรีๆ มีแบบสวยๆให้เลือกใช้กันเพียบ
อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่น่าสนใจของสมาร์ทวอทช์ตัวนี้คือสามารถลงโอนถ่ายเพลงมาเก็บไว้ตัวในนาฬิกาเพื่อฟังจากหูฟัง Bluetooth ได้ ซึ่งสามารถลงได้มากถึง 300 เพลง สำหรับวิธีการลงเพลงก็ทำแบบนี้ครับ
- เปิดใช้งาน Fitbit Ionic เชื่อมต่อเข้ากับแอปฯ Fitibt บนสมาร์ทโฟน เข้าสู่ “Wi-Fi Setup” เพื่อเชื่อมต่อสมาร์ทวอทช์กับ Wi-fi ที่ใช้งานอยู่
- โหลดโปรแกรม Fitbit Connect ลงคอมพิวเตอร์ (Windows/Mac) และติดตั้งให้พร้อมใช้งาน จากนั้นก็เชื่อมต่อคอมฯให้อยู่ในวงเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันกับที่ Ionic เชื่อมต่ออยู่
- เลือกเมนู “Manage My Music” ที่หน้าต่างโปรแกรม และจัดการ Log in โดยใช้แอคเคาท์เดียวกันกับที่เราลงทะเบียนเชื่อมต่อ Fitbit Ionicเอาไว้
- กลับมาที่นาฬิกา Fitbit Ionic เข้าเมนู Music บนหน้าปัด แล้วเลือก “Tranfer Music” เพื่อให้อยู่ในหน้า Ready to Transfer เพื่อเริ่มซิงค์สมาร์ทวอทช์เข้ากับคอมพิวเตอร์
- ถ้าขั้นตอนถูกขั้นตอนโปรแกรม Fitbit Connect จะแสดงหน้าต่างให้เราโอนถ่ายเพลงจาก Playlist ลงนาฬิกา
ส่วนตัวมองว่าขั้นตอนการโอนเพลงของ Fitbit Ionicค่อนข้างจะซับซ้อนหลายขั้นตอนไปหน่อยครับ หากเทียบกับสมาร์ทวอทช์ของบางแบรนด์ที่สามารถโอนถ่ายเพลงแบบไร้สายได้โดยตรงจากตัวสมาร์ทโฟนไปที่นาฬิกาได้เลย หรือลงผ่านคอมฯด้วยการเสียบสายตรงไม่ต้องซิงค์กับ Wi-Fi ในเครือข่ายเดียวกัน
เมื่อลงเพลงได้แล้วถ้าจะฟังเพลงจาก Ionic ก็ต้องฟังผ่านหูฟังแบบ Bluetooth ครับ สำหรับวิธีจับคู่หูฟังก็ไม่ซับซ้อนเท่ากับลงเพลงแน่นอนโดยมีขั้นตอนดังนี้
- เข้าหน้า Setting จากตัวหน้าปัดนาฬิกา แล้วเลือก Bluetooth และ +New Device
- เปิดใช้งานหูฟัง Bluetooth แล้วกดให้ตัวหูฟังอยู่ในสถานะพร้อม Pairing จากนั้นก็จับคู่กันได้เลย
สำหรับการฟังเพลงผ่านตัว Fitbit Ionicราสามารถควบคุมระดับเสียง, สุ่มเพลง และ เลื่อนเพลง เดินหน้า-ย้อนกลับ ได้จากตัวนาฬิกา ใครที่ชอบออกแรงแล้วต้องมีเพลงประกอบเชื่อว่าจะถูกใจกับฟังค์ชั่นนี้แน่นอน
การ Activity Tracking ของตัว Ionic นับว่าครบเครื่องครับไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับค่าชีพจร, นับจำนวนก้าว, คำนวนแคลอรี่, ระยะทาง, จำนวนชั้นบันได และ วินาทีการออกกำลังกาย ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะโชว์ให้เห็นจากตัวหน้าหลัก และที่สำคัญคือมีเทคโนโลยี “Sleep Stages” ระบบตรวจวัดการนอนหลับของผู้ใช้แบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี PurePulse ซึ่งฟีเจอร์นี้จะแบ่งการนอนของเราออกเป็น 4 ระดับประกอบด้วย
- Awake : สภาวะตื่นนอน
- REM : ภาวะหลับตากระตุก ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เรากำลังฝันโดยเฉลี่ยจะคิดเป็น 10-25% ของทั้งคืน
- Light : ช่วงหลับตื้น ซึ่งถือเป็นภาวะระดับการนอนหลับแบบปกติคิดเป็น 50-60% ของทั้งคืนครับ
- Deep : ช่วงหลับลึกคิดเป็น 10-25% ของการนอน ซึ่งตามมุมมองของแพทย์ถือเป็นช่วงการหลับที่ดีที่สุดเพราะร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนมากที่สุด และการฟื้นฟูและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆของร่างกายก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้
สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพฟีเจอร์เหล่านี้จัดว่ามีประโยชน์มากๆครับถึงแม้ว่าตัวรูปทรงนาฬิกาดูจะไม่เอื้อต่อการใส่นอนก็ตาม ยกเว้นว่าคุณจะเป็นคนที่ใส่นาฬิกานอนเป็นประจำละน่ะ
ด้านฟีเจอร์การออกกำลังกาย Fitbit Ionic ก็รองรับการใช้งานตั้งแต่กลุ่มมือใหม่ ด้วยฟีเจอร์ “Personal Coach” โหมดโค้ชส่วนที่จะให้คำแนะนำการออกกำลังกายตามคอร์สที่เราเลือกได้อย่างครบถ้วนมีการเก็บข้อมูลเช็คอัตราการเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงภาพประกอบการออกกำลังกายที่ชัดเจน
นอกจากโค้ชส่วนตัวแล้วใน Ionic ก็ยังมีโหมดออกกำลังกายโดยแยกเป็นประเภท อาทิเช่น วิ่ง, จักรยาน, ว่ายน้ำ, วิ่งบนสายพาน, ยกเวท ฯลฯ โดยที่ตัวนาฬิกามีการติดตั้งระบบ GPS สำหรับการบันทึกข้อมูลพิกัดบอกระยะและเส้นทางการวิ่งซึ่งถือว่าแม่นยำทีเดียว
อีกหนึ่งความพิเศษคือตัวนาฬิกาเองก็มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM สามารถกันน้ำได้ในระดับ 5 เมตร ซึ่งเท่ากับว่าเราสามารถใส่ Fitbit Ionic ลงสระว่ายน้ำได้เลย แต่ยังไงก็แนะนำให้ลงแค่สระน้ำจืดนะครับ ถ้าเป็นน้ำทะเลเกรงว่าจะกันไม่อยู่
ในการใช้งาน Fitbit Ionic เราสามารถตั้งค่าให้การแจ้งเตือนข้อความหรืออีเมล์บนสมาร์ทโฟน ให้มาโชว์ที่ตัวหน้าปัดนาฬิกาได้ครับ ติดที่ว่าไม่รองรับการแสดงผลกับภาษาไทยซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะได้ใช้กันเมื่อไร นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ FITBIT PAY ระบบกระเป๋าเงินอิเลกโทรนิค รองรับบัตร Visa, Mastercard และ Amex credit card แต่ฟีเจอร์นี้ยังไม่เปิดใช้ในไทยนะ
ขณะที่การเชื่อมต่อ Bluetooth กับสมาร์ทโฟน ส่วนตัวพบปัญหาด้านความเสถียร หรือการซิงค์ข้อมูลแต่ละครั้งที่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน โดยที่รุ่นสมาร์ทโฟนที่ใช้ก็เป็น Samsung Galaxy Note8 แต่ในที่นี้ไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาเฉพาะเครื่อง Fitbit Ionicที่ได้มารีวิวหรือเปล่า
ภาพรวมของ Fitbit Ionic มองว่าเหมาะสำหรับคนที่อยากได้สมาร์ทวอทช์ที่ใส่ติดตามชีวิตประจำวัน และสามารถใส่ออกกำลังกายได้ในตัวเดียว เนื่องจากรูปทรงและดีไซน์ที่ออกมาเรียบง่ายใช้งานได้ทุกโอกาส ฟีเจอร์ครบเครื่องรองรับกับแต่มือใหม่หัดฟิต ไปจนถึงขาประจำฟิตเนส
ปัจจุบัน Fitbit Ionic มีขายแล้วในไทยสนนราคาที่ 11,690 บาท หาซื้อได้ผ่าน Power Buy, i-studio, J Mart และร้านอุปกรณ์ไอทีชั้นนำทั่วไป และพิเศษไปกว่านั้นสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ก็มีการร่วมมือกับแบรนด์อุปกรณ์กีฬา adidas ออกคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับสาวก adidas ด้วยนะครับ ไปลองชม ลองสัมผัสกันได้






































